การพูดจาเกี่ยวกับคนก็ต้องอาศัยความพอดีเหมือนกัน พูดน้อยเกินไปก็ไม่สำเร็จประโยชน์ที่ต้องการ พูดมากเกินไปก็เป็นที่รำคาญของคนทั้งหลายเพราะไม่ยอมหยุดพูดแม้หมดเรื่องที่จะพูดแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายที่พูดน้อยเกินไป แม้มีเรื่องที่สมควรจะพูดก็ไม่พูด เพราะฉะนั้น ความพอดีในการพูดก็คือ พูดเมื่อจำเป็นต้องพูดและพูดแต่พอประมาณ หยุดพูดเมื่อหมดเรื่องที่จะพูดแล้ว

Bitmap Index เป็นอินเด็กซ์แบบหนึ่งซึ่งเริ่มมีใช้ตั้งแต่ Oracle 7.3 เป็นต้นมา โดยมีลักษณะสำคัญคือมีอัตราการบีบอัดข้อมูลที่สูงมาก ทำให้เหมาะต่อการใช้งานด้านดาต้าแวร์เฮาส์ และ OLAP มากกว่าอินเด็กซ์แบบ B-Tree ที่รู้จักกันโดยทั่วไป

ลักษณะของ Bitmap Index

Bitmap index ถูกออกแบบมาให้ใช้สำหรับคอลัมน์ที่มีลักษณะ low cardinality หรือมีค่าที่เป็นไปได้สำหรับคอลัมน์นั้นจำนวนน้อยๆ เมื่อเทียบกับจำนวนเรคอร์ดในตารางนั้น สัดส่วนจำนวนค่าที่เป็นไปได้ของคอลัมน์เทียบกับจำนวนเรคอร์ด เรียกว่า cardinality คอลัมน์ที่มี cardinality = 0.4% หมายความว่า ในตารางขนาด 1000 เรคอร์ด คอลัมน์นั้นมีค่าที่แตกต่างกัน 4 ค่า
Bitmap Index เหมาะอย่างยิ่งกับการใช้ร่วมกันคอลัมน์ที่ มี caridnality ต่ำๆ เช่น 0.2% - 1% เป็นต้น อินเด็กซ์ที่ถูกสร้างขึ้นจะประกอบด้วยบิทต่างๆ เพื่อให้แทนค่าในคอลัมน์ที่ถูกทำอินเด็กซ์ของแต่ละแถว ตัวอย่างเช่น คำสั่ง

create bitmap index person_region on person (region);

จะสร้างอินเด็กซ์ในลักษณะเช่นนี้

        Row     Region   North   East   West   South
        1       North        1      0      0       0
        2       East         0      1      0       0
        3       West         0      0      1       0
        4       West         0      0      1       0
        5       South        0      0      0       1
        6       North        1      0      0       0

ข้อดีของ Bitmap Index

  • เรียกใช้งานได้รวดเร็วกว่า ทั้งนี้เนื่องจากการทำงานจะใช้ bitwise operator หรือการจัดการข้อมูลเป็นบิท ซึ่งจะทำงานได้เร็วกว่าการเปรียบเทียบทางคณิตศาสตร์โดยทั่วไป
  • ขนาดของอินเด็กซ์เล็กกว่า B-Tree index มาก เนื่องจาก Bitmap มีลักษณะการบีบอัดที่สูงมาก ดังนั้นจึงใช้เนื้อที่ในการเก็บอินเด็กซ์เล็กด้วย bitmap index อาจจะมีขนาดเพียงแค่ 1% (1 ใน 100) เทียบกับขนาดของ B-Tree index ก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม การประหยัดเนื้อที่ดิสก์ไม่ควรจะเป็นเหตุผลหลักในการเลือกใช้ bitmap index เพราะยังมีผลกระทบหรือข้อควรพิจารณาอย่างอื่นด้วย

ข้อเสียของ Bitmap Index

  • Bitmap Index จะต้องใช้กำลังการประมวลผลจาก CPU สูงมากหากต้องมีการ insert หรือ update ข้อมูลในตาราง เพราะจะต้องทำการอ่านอินเด็กซ์ นำมา decompress เปลี่ยนแปลงค่าอินเด็กซ์แล้ว compress กลับไปเก็บไว้ในดิสก์อีกครั้ง ดังนั้นจึงไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับตารางที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลบ่อยๆ แต่จะเหมาะสำหรับตารางที่เป็น read-only

เมื่อไหร่ควรจะใช้ Bitmap Index

แนวทางในการพิจารณาว่าควรจะใช้ Bitmap Index แทนที่ B-Tree Index หรือไม่ ประกอบด้วย

  • ตารางนั้นมีการ insert/update ข้อมูลบ่อยเพียงใด หากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลบ่อยมากๆ อย่างเช่นในระบบที่ทำงานแบบ online real time ที่มีการเปลี่ยนแปลงสถานะของข้อมูลบ่อยๆ การใช้ bitmap index จะส่งผลให้เกิดภาระต่อ CPU ในการ update index สูงกว่า B-Tree Index แต่สำหรับในระบบดาต้าแวร์เฮ้าส์ที่ข้อมูลไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย หรือเปลี่ยนน้อยมากๆ จะเหมาะกับใช้ bitmap index มากกว่า
  • ตารางนั้นมีค่า cardinality มากน้อยเพียงใด ดังที่ได้อธิบายไว้ก่อนหน้านี้แล้ว cardinality ของตารางยิ่งต่ำ ยิ่งเหมาะที่จะทำ bitmap index หาก cardinality ของตารางมีค่าสูงกว่า 1% ก็ไม่ควรทำ bitmap index บนตารางนั้น หากคุณเคยมีประสบการณ์ในการสร้างอินเด็กซ์บน OLTP (Online-Transactional Processing) มาก่อน คงอาจจะสงสัย เพราะหลักเกณฑ์ในการสร้างอินเด็กซ์แตกต่างกัน  ในระบบ OLTP คอลัมน์ที่ควรจะสร้างอินเด็กซ์ ควรจะมี high cardinality อาทิเช่น order id, หรือ row id เป็นต้น เพราะระบบ OLTP สนับสนุนการ insert/update และ delete ข้อมูลเป็นหลัก  ในขณะที่ระบบสนับสนุนการตัดสินใจเช่นดาต้าแวร์เฮ้าส์ ซึ่งเหมาะจะใช้ bitmap index มากกว่า จะเน้นไปที่ความรวดเร็วในการเข้าถึงและเรียกค้นข้อมูล และไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลมากนัก

หวังว่าความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ bitmap index คงเป็นจุดเริ่มต้นให้ทำความเข้าใจฟีเจอร์ที่มีประโยชน์นี้ได้บ้าง  ใครเคยมีประสบการณ์ในการทำงานกับ bitmap index ก็มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ

ผมมีความประทับใจในหนังสือคติชีวิต อย่างที่เคยเล่าไว้แล้ว เลยติดต่อทำจดหมายไปทางสำนักพิมพ์เพื่อขออนุญาิตเผยแพร่ แล้วก็ได้รับอนุญาตจากทางอ.วศินแล้ว ต่อไปก็คงทยอยนำข้อเขียนในหนังสือมา post เรื่อยๆ ผมเชื่อว่าบางครั้ง ข้อความหรือคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค ก็สามารถจุดประกายให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ดีในชีวิตได้

Lenovo would like to invite you to join The New Lenovo ThinkPad Series Launch on Wednesday September 10, 2008 at Dream Hotel, Sukhumvit 15 from 1:00 to 5:00 pm.

Join our exciting event to have fun with our Deal or no Deal activities and WIN ThinkPad X300 worth 8x,xxx Baht!!!

Register NOW!! To book this limited seat within 9th September 2008.
Email to register at lenovoevent@hotmail.com
Call to register at Khun Krittika 02-641-4731

Please find more detail of the event in the invitation letter attached.

Seminar Detail
Date: Wednesday 10th September 2008
Time: 1:00pm - 5:00pm
Venue: Dream Hotel, Flava Room, Sukhumvit 15 (BTS Asoke, MRT Sukhumvit)
This seminar is FREE of CHARGE!!

For further information, please contact Khun Krittika at 02-641-4731. We are looking forward to welcome you at the event.

Poster Page 1 (1.2MB)

Poster Page 2 (800K)

ก่อนเริ่มลงมือทำโครงการ Business Intelligence ใดๆ ก็ตาม สิ่งที่ผมมักจะทำเสมอคือการ “ประเมิน” ความพร้อมของข้อมูลอ้างอิง หรือ master data readiness ที่มีอยู่ภายในองค์กร หรือภายในแหล่งข้อมูลเบื้องต้นก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นโปรเจ็คที่ดูเหมือนจะง่ายๆ อย่างเช่น reporting system หรือจะเป็นลักษณะที่ซับซ้อนมากขึ้นอย่างการผสานรวมข้อมูลจากหลายๆ แผนกเข้าด้วยกัน หนึ่งในหัวข้อหลักที่ผมมักจะถามอยู่เสมอคือ ข้อมูลอ้างอิงมีความพร้อมแค่ไหน และจะต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้มีความพร้อมเพียงพอ

สิ่งที่จะต้องรู้ก่อนก็คือ BI solution หรือระบบที่กำลังจะพัฒนา หรือกำลังจะนำมาใช้ มีความต้องการข้อมูลอ้างอิงอะไรบ้าง และอย่างไรบ้าง ผมเรียกส่วนนี้ว่า master data requirements แต่ละระบบงานก็มีความต้องการแตกต่างกันออกไป คนที่น่าจะรู้เรื่องความต้องการเหล่านี้ได้ดีที่สุดคือ คนที่เป็นเจ้าของ solution

พอเข้าใจแล้วว่าต้องใช้ข้อมูลอ้างอิงอะไรบ้าง คราวนี้ก็มาถึงคราวสำรวจตรวจความพร้อมกัน วัตถุประสงค์การสำรวจคือ

เพื่อให้ทราบถึงสิ่งที่ต้องทำในระหว่างการทำโครงการ เพื่อให้ได้ข้อมูลอ้างอิงที่ครบถ้วนและถูกต้องเพียงพอต่อการใช้งาน

โดยทั่วไปแล้วปัญหาของคุณภาพข้อมูลอ้างอิงในระบบงานไอที เพียงแต่ปัญหาเหล่านั้นอาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงในแง่ของการปฎิบัติการ หรือมิฉะนั้นก็อาจจะไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนถึงความรุนแรงของปัญหา แต่การนำระบบ BI มาใช้ จะเป็นการเปิดเผยปมปัญหาคุณภาพของข้อมูลที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนก็ได้

ผมมักจะตั้งต้นด้วยคำถามง่ายๆ เหล่านี้ ในแต่ละชนิดของข้อมูลอ้างอิง

  • อธิบาย “ความหมาย” ของข้อมูลอ้างอิง ทั้งทางด้านความเข้าใจทางธุรกิจ และทางด้านการใช้งานในระบบ IT
    • ตัวอย่างเช่น “สินค้า” มีความหมายรวมถึงสินค้าที่เป็นของแจกแถมด้วยหรือไม่ สินค้าเก่าหยุดจำหน่ายนานแค่ไหน ถึงจะถูกพิจารณาว่า ไม่ต้องการให้ปรากฎในรายงานการขายอีกต่อไป ในระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่ มีการบันทึก “สินค้าลวง” (dummy) ไว้บ้างหรือเปล่า? อาจจะเพื่อความสะดวกในการปรับยอดทางบัญชี
  • อธิบาย “กระบวนการจัดการ” ข้อมูลอ้างอิง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเพิ่ม การเปลี่ยนแปลง หรือการลบข้อมูลอ้างอิง
    • ตัวอย่างเช่นข้อมูล “ลูกค้า” ใครเป็นคนอนุมัติให้สร้างลูกค้ารายใหม่ขึ้นได้ในระบบ ใครเป็นคนบันทึกลงในฐานข้อมูล ถ้าลูกค้าขอการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ในการจัดส่งสินค้า ใครจะเป็นคนแจ้งให้ฝ่ายบันทึกข้อมูลทราบ หรือถ้ามีการเปลี่ยนแปลงพนักงานขายที่ดูแลลูกค้ารายนี้ พนักงานบันทึกข้อมูลจะทราบได้อย่างไร
  • ประมาณการปริมาณข้อมูลที่ “สอดคล้องกับความต้องการ” ของระบบ
    • ตัวอย่างเช่น หากต้องการทำรายงานยอดขายรายจังหวัดและรายอำเภอของบริษัทที่มีลูกค้า 20,000 ราย ในบรรดาลูกค้าทั้งสองหมื่นรายนั้น มีจำนวนมากน้อยเท่าไหร่ที่มีข้อมูลจังหวัดและอำเภอบันทึกอยู่ในฐานข้อมูล เป็นไปได้มากทีเดียวที่จะมีลูกค้าเป็นจำนวนมาก ที่มีแต่ข้อมูลจังหวัด แต่ไม่รู้ว่าอยู่ในอำเภออะไร
  • ประมาณการปริมาณข้อมูลที่ “ถูกต้องเที่ยงตรง” ตามที่ต้องการ
    • ตัวอย่างเดิม ในบรรดาลูกค้า 20,000 รายที่มีอยู่ในระบบ อาจจะมีแค่ 50% หรือแค่ 10,000 รายเท่านั้นที่มีข้อมูลทั้งอำเภอและจังหวัด แต่กระนั้น ในบรรดา 10,000 รายที่มีข้อมูลจังหวัด อาจจะไม่ได้ถูกต้องเที่ยงตรงอย่างที่ต้องการก็เป็นได้ อาทิเช่น ความแตกต่างระหว่าง กรุงเทพฯ กับ กทม. หรือโคราชกับนครราชสีมา นี่ยังไม่นับโอกาสที่จะพิมพ์ผิดตกเกินอีกมากมาย ข้อมูลอ้างอิงของลูกค้า 20,000 ที่อยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งานได้เลยอาจจะเหลืออยู่แค่ไม่ถึง 5,000 รายก็เป็นได้

การทำความเข้าใจกับสถานการณ์ปัจจุบัน จะช่วยให้การวางแผนการพัฒนาและติดตั้งระบบ Business Intelligence เป็นไปได้อย่างราบรื่นมากขึ้น อย่างน้อยก็ทำให้เห็นภาพได้ว่า มีความท้าทายอะไรรออยู่เบื้องหน้าบ้าง

แนะนำหนังสือที่ดีมากๆ เล่มหนึ่ง “คติชีวิต เพื่อชีวิตที่เติบโตและเข้มแข็ง” โดยอ. วศิน อินทสระ หลังจากที่ได้มีโอกาสปฎิบัติธรรม และศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ผมพบว่า แนวคิดและคำสอนของพระพุทธเจ้า ทันสมัยอยู่เสมอ ยิ่งมาได้อ่านหนังสือเล่มนี้เพิ่มเติม ยิ่งเป็นประโยชน์ในการนำคติชีวิตเหล่านั้นมาใช้ในชีวิตประจำวัน

ลักษณะเด่นของหนังสือเล่มนี้คือ แบ่งเป็นหัวข้อย่อยๆ ในแต่ละหัวข้อจะมีข้อความเพียงสั้นๆ แต่ได้ใจความอย่างไม่น่าเชื่อ สามารถใช้เป็นข้อเตือนใจในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี ผมยกข้อความจากปกหลังมาให้ลองพิจารณากันดู

บางครั้งคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค สามารถเปลี่ยนชีวิตของคนบางคนให้เจริญก้าวหน้าอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะในยามที่ท้อแท้สิ้นหวัง หาทางออกให้กับชีวิตไม่ได้ ย่อมรู้สึกเป็นทุกข์ยิ่งนัก เปรียบเสมือนผู้พลัดหลงในทะเลทราย พยายามแสวงหาน้ำดื่มเพื่อยังชีวิตให้รอดไม่ได้สักหยด แต่แล้ว…เหมือนฟ้ามาโปรด เมื่อฝนอันชุ่มชื่นได้โปรยปรายลงมาช่วยชีวิตได้ทันเวลา

ท่านอาจารย์วศิน นับเป็นนักเขียนที่มีภาษาอันนุ่มนวลสุขุมลุ่มลึก อ่านง่าย แต่ให้ “คติชีวิต” และสติปัญญากับผู้อ่านอย่างลึกซึ้งเมื่อนำไปขบคิดตาม ทั้งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตและเสริมสร้างภูมิธรรม ได้ตามกำลังของแต่ละบุคคลอย่างเข้าใจและมีความสุข

อ่านข่าว อนาคตไทยกริด…อยู่หรือไป แล้วก็มานั่งนึกว่าถ้าเกิดศูนย์นี้มีอันต้องยุบไปจริงๆ เพราะขาดงบประมาณสนับสนุน จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก ประโยคที่สะดุดใจคือ

ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะเทคโนโลยีกริด คอมพิวติ้ง ยังไม่ใช่เทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับใช้งานอย่างแพร่หลาย ประกอบกับปัจจุบันภาครัฐอาจยังมีปัญหาบ้านเมืองด้านอื่นๆ ที่สำคัญกว่าต้องแก้ไข ทำให้โครงการไทยกริดลดความสำคัญลงไป

ประเด็นแรก ถ้าประเทศเราจะลงทุนแต่กับเรื่องที่ “ได้รับการยอมรับใช้งานอย่างแพร่หลาย” เพียงอย่างเดียว ถ้าอย่างนั้นสงสัยต้องเป็นประเทศผู้บริโภคเทคโนโลยีไปตลอดชาติ ผมเชื่อว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ ต้องการการลงทุนที่สูงในช่วงแรก แต่การลงทุนเพื่อเป็นพื้นฐานใหักับการวิจัยและพัฒนา ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

ประเด็นถัดมาคือ “ปัญหาบ้านเมืองด้านอื่นๆ ที่สำคัญกว่าต้องแก้ไข” ก็จริงครับ ในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ขึ้น มีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขวิกฤตก่อน แต่ถัดจากปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าแล้ว ที่น่าสนใจก็คือ เราให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนามากเพียงพอหรือยัง เทียบกับงานไม่เร่งด่วนอื่นๆ ถ้าจะเลือกควบคุมงบประมาณค่าใช้จ่ายกันจริงๆ น่าจะมีโครงการหรืองบอื่นที่ถูกลดความสำคัญลงมากกว่า

ก็รอดูผลการประชุมบอร์ดซิป้าวันที่ 5 กันยานี้ต่อไปก็แล้วกันครับ

August 26th, 2008Exit Interview

คุยกับน้องสาวที่ทำงานเป็น IT consult ที่กำลังจะเปลี่ยนงานเร็วๆ นี้ น่าแปลกใจที่พบว่าหลายๆ บริษัทที่พบปัญหาสมองไหล หรือพนักงานลาออกเป็นจำนวนมาก ไม่ได้มีการทำ exit interview หลายคนยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าอะไรคือ exit interview

ตามความเข้าใจของผม exit interview เป็นขั้นตอนหนึ่งของงานบริหารงานบุคคล เมื่อมีพนักงานในบริษัทต้องการลาออก ผู้จัดการฝ่ายบุคคลจะทำการสัมภาษณ์พนักงานคนนั้น เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุที่ลาออก และจะได้นำมาปรับปรุงสภาพแวดล้อมในองค์กรต่อไป ข้อสำคัญคือ การทำงานสัมภาษณ์เมื่อออกจากงานนั้น ควรจะทำโดยฝ่ายบุคคล แทนที่จะเป็นหัวหน้างานโดยตรง เพราะในหลายๆ กรณีหัวหน้างานอาจจะไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริง ผมยังจำคำพูดของ HR manager ที่เคยเล่าให้ฟังนานมาแล้วได้ว่า

They join the company, but they quit their manager

Exit Interview จะช่วยให้ฝ่ายบุคคลได้รับข้อมูลที่อาจจะไม่เคยทราบมาก่อน ทั้งสภาพความรู้สึกของพนักงานที่มีต่อบริษัท ที่มีต่อหัวหน้างาน และต่อการทำงาน รวมถึงสาเหตุจูงใจในการลาออก เช่นอาจจะได้รับข้อเสนอที่ดีกว่า หรือไม่ได้รับโอกาสในการพัฒนาตนเอง เป็นต้น กระบวนการนี้ผมมองว่า เปรียบเหมือนการตรวจสภาพร่างกายขององค์กร ถ้ามีการลาออกกันเป็นจำนวนมาก ก็เหมือนกับร่างกายที่เลือดไหลออกเรื่อยๆ ไม่หยุด หากไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง องค์กรก็จะไม่สามารถเติบโตได้

ประเด็นที่สำคัญในการทำ Exit Interview คือต้องสร้างบรรยากาศให้พนักงานเข้าใจว่า ไม่ได้เป็นการคุยเพื่อจะที่พยายามเหนี่ยวรั้งเขาไว้ แต่เป็นการพูดคุยเพื่อที่จะได้เข้าใจถึงปัญหาที่พบในองค์กร และแน่นอนว่าข้อมูลที่พูดคุยกันจะเป็นความลับ ถ้าเขาเปิดใจที่จะพูด รับรองว่าฝ่ายบุคคลจะได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาองค์กรเป็นอย่างมาก

ผลของการทำ exit interview จะถูกนำมาวิเคราะห์และจัดหมวดหมู่ โดยขั้นแรกจะแบ่งเป็น regrettable หรือ unregrettable เรียกง่ายๆ ก็คือว่าทางบริษัทเสียใจหรือไม่ที่พนักงานคนนี้ต้องลาออกไป โดยทั่วไปแล้ว การ turnover หรือการสูญเสียพนักงาน เป็นเรื่องปกติในบริษัท turnover rate ไม่ควรจะต่ำเกินไป หรือสูงเกินไป ถ้าต่ำเกินไป และบริษัทไม่ได้มีการขยายตัวโดยรับพนักงานใหม่ๆ เข้ามามากพอ อาจจะเสียโอกาสที่จะนำ “เลือดใหม่” หรือความคิดใหม่ๆ เข้ามาในองค์กรได้ ถ้าสูงเกินไป ก็แน่นอนว่าการพัฒนาองค์กรโดยรวมอาจจะกำลังชะงักงัน

นอกจากจะแบ่งเป็น regrettable หรือ unregrettable แล้ว ทางฝ่ายบุคคลอาจจะยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูลโดยแบ่งตามสาเหตุได้ เพื่อจะได้นำไปปรับปรุงต่อไป ตัวอย่างของการแบ่งสาเหตุในการลาออกจะประกอบด้วย

  • ความผิดพลาดในกระบวนการสรรหา - หรือเรียกง่ายๆ จ้างคนมาไม่ตรงกับความต้องการของบริษัท
  • ความสัมพันธ์กับหัวหน้างาน - หลายคนชอบงาน รักเพื่อนร่วมงาน แต่ทนหัวหน้างานไม่ได้
  • ผลตอบแทน - ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของเงินเดือน สวัสดิการ หรือผลประโยชน์อื่นๆ
  • ลักษณะของงาน
  • ความก้าวหน้าทางอาชีพ
  • นโยบายของผู้บริหาร
  • อื่นๆ

ผลการวิเคราะห์เหล่านี้ จะช่วยให้บริษัททราบได้ว่า อะไรเป็นช่องโหว่ให้บุคคลากรที่เพียรพยายามสรรหา ฝึกอบรม และพัฒนามา ต้องลาออกจากบริษัทไป และสามารถกำหนดแนวทางในการแก้ไขได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น

ท้ายนี้มีลิงค์มาฝากครับ หากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำ exit interview
http://www.insightexit.com/index.html

ประชาสัมพันธ์โปรโมชั่นของ Asia Books ครับ วันก่อนแวะไป เห็นน่าสนใจดี แต่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการนี้ทุกเล่มนะครับ โดยมากเป็นพวก fiction & non-fiction โดยหนังสือเล่มไหนที่อยู่ในข่ายร่วมโปรโมชั่นจะมีสติ้กเกอร์สีแดงปะไว้

Enjoy !

Business Intelligence ในชีวิตประจำวัน Business Intelligence หรือ BI อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด ถ้าในชีวิตประจำวัน คุณได้มีการ จดบันทึกข้อมูล รวบรวม นำมาวิเคราะห์ (เหมือนที่เคยกล่าวไว้ใน องค์ประกอบของ Business Intellligenc)   จนสามารถหาข้อสรุปไปสู่การตัดสินใจลงมือทำหรือไม่ทำอะไรบางอย่างได้ นั่นคือการใช้งาน BI แล้ว

การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล อาจจะไม่จำเป็นต้องหรูหราอลังการอะไรมากมาย บางทีแค่การได้มองเห็นข้อมูลย้อนหลัง หรือเปรียบเทียบข้อมูลในใจ ก็ถือเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว

  • ใบแจ้งค่าไฟฟ้า ถ้าใครสังเกตด้านใบแจ้งค่าไฟฟ้า จะพบว่า ทุกเดือนจะมีการแสดงปริมาณการใช้ไฟฟ้าในรอบหกเดือนย้อนหลัง เห็นข้อมูลคร่าวๆ ก็พอจะทำให้ช่วยตัดสินใจได้ว่า ควรจะปรับเวลาเปิดปิดแอร์ ตู้เย็นเครื่องใหม่ที่เพิ่งซื้อเข้ามา ช่วยประหยัดไฟได้หรือไม่
  • ใบแจ้งยอดบัตรเครดิต โดยเฉพาะของ K-bank เมื่อตอนต้นปี ผมได้รับรายงานสรุปการใช้จ่ายรวมทั้งปี แยกกลุ่มตามประเภทการใช้จ่ายในแต่ละเดือน ซึ่งก็ช่วยให้เราพอจะมองเห็นพฤติกรรมการใช้จ่าย และปรับเปลี่ยนการใช้จ่ายได้ถ้าต้องการ
  • ใครไปทาน MK สุกี้ก็คงเคยเห็นใบแสดงพลังงานและสารอาหารที่ทานเข้าไปโดยเฉลี่ยต่อคน นั่นก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง เพราะจะช่วยให้รู้ได้ว่ามื้ออร่อยที่เพิ่งผ่านไปนี่ต้องไปวิ่งจ๊อกกิ้งเผาแคลอรีอีกนานเท่าไหร่

นี่แค่ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่มีใครบางคนจัดการมาให้เราแล้วนะครับ ความจริงแล้วเรายังสามารถใช้ประโยชน์จาก BI ในชีวิตประจำวันได้อีกมาก โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ภายในงานเท่านั้น เพียงแต่จุดเริ่มต้นเลยคือจำเป็นที่ที่จะต้องมี “ข้อมูล” เสียก่อน ดังนั้นการจดบันทึกจึงเป็นเหมือนก้าวแรก ที่จะเปิดประตูสู่การนำ BI มาใช้ ยิ่งบันทึกได้ละเอียดถี่ถ้วน ก็ยิ่งมีศักยภาพมากขึ้นในการที่จะนำข้อมูลที่บันทึกไว้มาทำให้เกิดประโยชน์ได้ต่อไป


© 2007 BzInsight | iKon Wordpress Theme by Windows Vista Administration | Powered by Wordpress