สำหรับท่านที่เคยอ่านหรือเข้าอบรม The 7 Habits of Highly Effective People คงจะจำได้ถึงหลักการเกี่ยวกับบัญชีความรู้สึก หรือ Emotional Bank Accounts ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง
บัญชีความรู้สึก เป็นแนวคิดที่เปรียบเทียบความสัมพันธ์หรือความรู้สึกระหว่างคนสองคน เหมือนกับบัญชีเงินฝากในธนาคาร ถ้าคุณมีความรู้สึกที่ดีต่อใครสักคน แสดงว่าเขาคนนั้นได้สร้างบัญชีความรู้สึกที่เป็นบวกอยู่กับคุณ สำหรับบางคนที่คุณรู้สึกไม่ดีกับเขา ก็เป็นเพราะว่าบัญชีความรู้สึกนั้นกำลังติดลบอยู่นั่นเอง
ในทางกลับกัน ทุกการกระทำของคุณที่แสดงออกต่อคนอื่น ก็จะเกิดการฝากหรือการถอนกับบัญชีความรู้สึกที่คุณมีต่อผู้ที่ติดต่อด้วย ถ้าบัญชีความรู้สึกที่คุณมีในความรู้สึกของคนอื่น มีค่าเป็นลบ เขาคนนั้นจะสูญเสียความไว้วางใจในตัวคุณ ส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย
เพราะฉะนั้น คุณควรจะ “ฝาก” บัญชีความรู้สึกที่ดีต่อทุกคนสำคัญที่คุณติดต่อด้วย เพราะคุณไม่มีทางทราบได้เลยว่า อาจจะมีวันใดวันหนึ่งที่คุณอาจจะจำเป็นต้อง “ถอน” สิ่งที่ฝากออกมาใช้ก็เป็นได้
การฝาก
การกระทำเหล่านี้ที่แสดงทางด้านซ้ายมือของภาพด้านบน จะเป็นการฝากหรือสร้างบัญชีความรู้สึกที่ดี ซึ่งได้แก่ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การรักษาสัญญา การยอมรับความคาดหวังของผู้อื่น การขอโทษอย่างจริงใจ ความนอบน้อมมีมารยาท และความซื่อสัตย์ วิธีการง่ายๆ ที่คุณสามารถตรวจสอบได้ว่า การกระทำใด เป็นการฝากความรู้สึกที่ดี ก็สามารถทำได้โดยการตรวจสอบความรู้สึกตัวเอง เมื่อมีใครซักคนทำอะไรบางอย่างกับคุณ อาจจะเป็นการแสดงความห่วงใย เอื้อเฟื้อช่วยงานบางอย่าง คุณรู้สึกดีกับคนคนนั้น ใช่ไหมครับ นั่นละครับ เขากำลังฝากความรู้สึกที่ดีให้กับคุณแล้ว คุณสามารถทำอย่างเดียวกันกับบุคคลอื่นๆ ได้ด้วย
การถอน
คือการกระทำที่ตรงกันข้ามนั่นเอง ทางด้านขวามือในภาพด้านบน การขาดน้ำใจ ผิดสัญญา ไม่สามารถทำตามความคาดหวังได้ และการหลอกลวงไม่ซื่อสัตย์ ถึงแม้ว่าโดยปกติแล้ว เราจะไม่ตั้งใจที่จะทำการใดๆ เหล่านี้ แต่บางครั้ง ความจำเป็นก็ทำให้เกิดการถอนบัญชีความรู้สึกที่ดีขึ้น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างเช่น คุณอาจจะมีความจำเป็นมากที่ไม่สามารถรักษาสัญญากับลูกว่าจะพาไปเที่ยวได้ นั่นคือการถอน แต่หากคุณมีการฝากไว้มากพอ คือในอดีตที่ผ่าน คุณรักษาสัญญากับลูกตลอด การผิดสัญญาเพียงครั้งเดียว ก็ส่งผลเสียน้อยลง เพราะเคยฝากไว้ก่อนแล้ว
ทำไมต้องฝาก “ทุกวัน”
เพราะคุณต้องติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่นทุกวัน และโอกาสที่คุณจำเป็นจะต้องถอนบัญชีความรู้สึกกับใครซักคน ก็โอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่รู้เมื่อไหร่ ยิ่งปริมาณความรู้สึกที่ดีคงเหลือมากเท่าไหร่ ความสัมพันธ์ที่ดี ก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น
- บุคคลในครอบครัว: หลายคนไม่ได้ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวมากเท่ากับที่ให้กับบุคคลภายนอก ทั้งๆ ที่คนในครอบครัวเป็นกลุ่มคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของแต่ละคน คุณสามารถฝากความรู้สึกที่ดีให้กับคนในครอบครัวคุณได้ง่ายๆ ทุกวัน อาทิเช่น
- ส่ง SMS บอกสามีหรือภรรยาว่าคุณคิดถึงเขาในระหว่างวัน
- กอดลูกอย่างน้อยวันละหนึ่งครั้ง
- ช่วยทำงานบ้านโดยไม่ต้องให้ร้องขอ
- กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ ทานข้าวกับท่าน พาท่านไปเที่ยว
- เพื่อนร่วมงาน: บุคคลที่คุณร่วมงานด้วยในวันนี้ บางครั้งคุณก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า จะได้มีโอกาสทำงานร่วมกับเขาอีกเมื่อไหร่ในลักษณะใด และเมื่อไหร่ที่คุณต้องการความไว้ใจและเชื่อใจจากเขา อาจจะเป็นในอีก 2-3 ปีข้างหน้าก็ได้ ที่คนที่คุณทำงานด้วยในวันนี้ กลายมาเป็นเจ้านาย หรือมาเป็นลูกน้องของคุณ การฝากความรู้สึกที่ดีให้กับทุกคนที่คุณทำงานด้วยจึงเป็นสิ่งที่ควรจะทำอย่างยิ่ง
- ทักทาย ยิ้ม และใส่ใจกับเรื่องที่เขาสนใจบ้าง นอกเหนือจากงาน
- ให้ความช่วยเหลืองานบางอย่าง ถึงแม้จะไม่ใช่หน้าที่ของคุณโดยตรง
- ให้กำลังใจ ชมเชยเมื่อมีโอกาส
- เอ่ยคำขอโทษอย่างจริงใจ ถ้าคุณรู้ว่าคุณเป็นฝ่ายผิด
ประสบการณ์ส่วนตัวผมพบว่า ความพยายามที่จะฝากความรู้สึกที่ดีให้กับคนอื่นทุกๆ วัน นอกจากจะเสริมสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นแล้ว ผมยังรู้สึกดีกับตัวเองอีกด้วย ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีโอกาสทราบได้ว่า คนอื่นจะคิดหรือมีความรู้สึกกับตัวเราอย่างไร แต่อย่างน้อย ความรู้สึกที่ดีนี้ก็เพียงพอให้เราลงมือทำดีกับคนอื่นๆ รอบตัวเราแล้ว

ผมรู้จักชื่อ Randy Pausch เป็นครั้งแรกจาก Blognone ครับ ตามลิงค์ไปฟัง The last lecture ของเขาใน Youtube แล้วก็ประทับใจมาก เวลา 1 ชั่วโมง 16 นาที คุ้มค่ามากๆ ดังนั้นพอเห็นหนังสือเล่มนี้อยู่บนชั้นของ Asia Books ผมก็คว้ามาเลยครับ แล้วก็อ่านจบอย่างรวดเร็ว ด้วยความประทับใจ เป็นหนังสือที่อ่านง่ายครับ เล่มเล็กๆ หนาแค่ 200 หน้า แต่เต็มไปด้วยข้อคิดดีๆ มากมาย ความรู้สึกของผมหลังจากอ่านจบ เหมือนมองเห็นและได้รู้จักตัว Randy Pausch มาเป็นเวลานาน
เนื้อหาในหนังสือ จะมีรายละเิอียดมากกว่าที่เขาบรรยายไว้ครับ รวมถีึงเหตุการณ์ก่อนหน้าการบรรยายด้วย แล้วยังมีการสรุปบทเรียนหรือข้อคิดในการดำเนินชีวิตคมๆ ไว้หลายข้อทีเดียว นี่เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ผมคิดว่า จะให้ประโยชน์ได้สูงสุด ถ้าเราถือติดมือไว้ใกล้ๆ หยิบมาพลิกอ่านบ่อยๆ มากกว่าจะเก็บไว้บนหิ้ง
ถ้าใครมีโอกาสพบหนังสือเล่มนี้ แนะนำว่าให้ซื้อมาอ่านเถอะครับ (หรือถ้าชอบสั่งซื้อก็ยิ่งดีใหญ่) ผมเชียร์เต็มที่ ภาษาอังกฤษที่ใช้ก็เป็นคำง่ายๆ เหมือนมีคนมาเล่าเรื่องให้ฟัง แต่ถ้ามีใครแปลเป็นภาษาไทยก็จะยิ่งดีใหญ่ เพราะจะได้ประโยชน์ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น
เว็บไซต์ http://www.thelastlecture.com/
ผมมีความประทับใจในหนังสือคติชีวิต อย่างที่เคยเล่าไว้แล้ว เลยติดต่อทำจดหมายไปทางสำนักพิมพ์เพื่อขออนุญาิตเผยแพร่ แล้วก็ได้รับอนุญาตจากทางอ.วศินแล้ว ต่อไปก็คงทยอยนำข้อเขียนในหนังสือมา post เรื่อยๆ ผมเชื่อว่าบางครั้ง ข้อความหรือคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค ก็สามารถจุดประกายให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ดีในชีวิตได้
แนะนำหนังสือที่ดีมากๆ เล่มหนึ่ง “คติชีวิต เพื่อชีวิตที่เติบโตและเข้มแข็ง” โดยอ. วศิน อินทสระ หลังจากที่ได้มีโอกาสปฎิบัติธรรม และศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ผมพบว่า แนวคิดและคำสอนของพระพุทธเจ้า ทันสมัยอยู่เสมอ ยิ่งมาได้อ่านหนังสือเล่มนี้เพิ่มเติม ยิ่งเป็นประโยชน์ในการนำคติชีวิตเหล่านั้นมาใช้ในชีวิตประจำวัน
ลักษณะเด่นของหนังสือเล่มนี้คือ แบ่งเป็นหัวข้อย่อยๆ ในแต่ละหัวข้อจะมีข้อความเพียงสั้นๆ แต่ได้ใจความอย่างไม่น่าเชื่อ สามารถใช้เป็นข้อเตือนใจในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี ผมยกข้อความจากปกหลังมาให้ลองพิจารณากันดู
บางครั้งคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค สามารถเปลี่ยนชีวิตของคนบางคนให้เจริญก้าวหน้าอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะในยามที่ท้อแท้สิ้นหวัง หาทางออกให้กับชีวิตไม่ได้ ย่อมรู้สึกเป็นทุกข์ยิ่งนัก เปรียบเสมือนผู้พลัดหลงในทะเลทราย พยายามแสวงหาน้ำดื่มเพื่อยังชีวิตให้รอดไม่ได้สักหยด แต่แล้ว…เหมือนฟ้ามาโปรด เมื่อฝนอันชุ่มชื่นได้โปรยปรายลงมาช่วยชีวิตได้ทันเวลา
ท่านอาจารย์วศิน นับเป็นนักเขียนที่มีภาษาอันนุ่มนวลสุขุมลุ่มลึก อ่านง่าย แต่ให้ “คติชีวิต” และสติปัญญากับผู้อ่านอย่างลึกซึ้งเมื่อนำไปขบคิดตาม ทั้งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตและเสริมสร้างภูมิธรรม ได้ตามกำลังของแต่ละบุคคลอย่างเข้าใจและมีความสุข