ชีวิตมิใช่สูตรสำเร็จ การดำเนินชีวิตจึงต้องพิจารณาให้เหมาะสมแก่ตนจึงจะดำเนินไปได้อย่างราบรื่นสงบสุข ได้พบกับความเย็นของชีวิต ไม่ถูกเผาลนด้วยแรงผลักดันภายในก็คือความทะยานอยากอันไม่มีขอบเขตจำกัดของตน ความอยากวิ่งออกหน้าอยู่เสมอ ไล่เท่าไหร่ก็ไม่ทัน เหมือนคนวิ่งไล่ตะครุบเงาของตนเอง แรงผลักดันภายนอกก็คือสิ่งแวดล้อมที่ยั่วยวนให้เกิดความอยาก สิ่งแวดล้อมที่สำคัญก็คือเพื่อนร่วมงาน คนในครอบครัว และเสียงของเขาเหล่านั้นที่กระตุ้นเร้าให้ทะยานโลดแล่นออกไปอย่างไม่รู้จักหยุดหย่อนผ่อนพัก เป็นชีวิตที่แสนจะเหนื่อยและทนทุกข์ทรมาน ทำให้นึกเทียบเรากับเขา เขากับเราอยู่ตลอดเวลาแล้วแข่งขันกันแสวงหาเพื่อให้เท่าเทียมเขาหรือเหนือเขา ซึ่งดูเหมือนว่า ยอดเขายอดนี้ช่างสูงลิบลับเสียดฟ้าเสียจริงๆ เมื่อไรจึงจะเหนือเขาคือคนทุกคนได้ เมื่อรู้สึกว่าสู้เขาไม่ได้ ก็ไม่สบายใจเกิดปมด้อย เมื่อรู้สึกว่าเหนือเขาก็ทะนงตนเองเกิดเป็นปมเขื่อง ซึ่งล้วนแต่ไม่ดีทั้งสิ้น และไม่เป็นทางแห่งความสงบใจ

ก้อนหินที่แข็งและแหลมคม เมื่อเราเอาผ้านุ่มๆ วางทับลงไปแล้ว สามารถนั่งหรือวางเท้าได้สบายและรู้สึกเหมือนว่าก้อนหินนั้นนุ่ม

วาจาที่แข็งกร้าวของผู้อื่น มีบ่อยครั้งที่เราสามารถเอาชนะได้ด้วยวาจาที่นุ่มนวลของเรา ถ้าใช้เมตตาซึ่งเป็นเสมือนผ้านุ่มวางทับลงไปก่อน ก็อาจพูดให้เขาเชื่อฟังได้โดยง่าย เราจะได้ทั้งไมตรีและความเคารพเลื่อมใสจากเขา ลองฝึกดูเถิดจะเห็นเอง

สำหรับท่านที่เคยอ่านหรือเข้าอบรม The 7 Habits of Highly Effective People คงจะจำได้ถึงหลักการเกี่ยวกับบัญชีความรู้สึก หรือ Emotional Bank Accounts ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง

บัญชีความรู้สึก เป็นแนวคิดที่เปรียบเทียบความสัมพันธ์หรือความรู้สึกระหว่างคนสองคน เหมือนกับบัญชีเงินฝากในธนาคาร ถ้าคุณมีความรู้สึกที่ดีต่อใครสักคน แสดงว่าเขาคนนั้นได้สร้างบัญชีความรู้สึกที่เป็นบวกอยู่กับคุณ สำหรับบางคนที่คุณรู้สึกไม่ดีกับเขา ก็เป็นเพราะว่าบัญชีความรู้สึกนั้นกำลังติดลบอยู่นั่นเอง

ในทางกลับกัน ทุกการกระทำของคุณที่แสดงออกต่อคนอื่น ก็จะเกิดการฝากหรือการถอนกับบัญชีความรู้สึกที่คุณมีต่อผู้ที่ติดต่อด้วย ถ้าบัญชีความรู้สึกที่คุณมีในความรู้สึกของคนอื่น มีค่าเป็นลบ เขาคนนั้นจะสูญเสียความไว้วางใจในตัวคุณ ส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย

เพราะฉะนั้น คุณควรจะ “ฝาก” บัญชีความรู้สึกที่ดีต่อทุกคนสำคัญที่คุณติดต่อด้วย เพราะคุณไม่มีทางทราบได้เลยว่า อาจจะมีวันใดวันหนึ่งที่คุณอาจจะจำเป็นต้อง “ถอน” สิ่งที่ฝากออกมาใช้ก็เป็นได้

การฝาก

การกระทำเหล่านี้ที่แสดงทางด้านซ้ายมือของภาพด้านบน จะเป็นการฝากหรือสร้างบัญชีความรู้สึกที่ดี ซึ่งได้แก่ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การรักษาสัญญา การยอมรับความคาดหวังของผู้อื่น การขอโทษอย่างจริงใจ ความนอบน้อมมีมารยาท และความซื่อสัตย์ วิธีการง่ายๆ ที่คุณสามารถตรวจสอบได้ว่า การกระทำใด เป็นการฝากความรู้สึกที่ดี ก็สามารถทำได้โดยการตรวจสอบความรู้สึกตัวเอง เมื่อมีใครซักคนทำอะไรบางอย่างกับคุณ อาจจะเป็นการแสดงความห่วงใย เอื้อเฟื้อช่วยงานบางอย่าง คุณรู้สึกดีกับคนคนนั้น ใช่ไหมครับ นั่นละครับ เขากำลังฝากความรู้สึกที่ดีให้กับคุณแล้ว คุณสามารถทำอย่างเดียวกันกับบุคคลอื่นๆ ได้ด้วย

การถอน

คือการกระทำที่ตรงกันข้ามนั่นเอง ทางด้านขวามือในภาพด้านบน การขาดน้ำใจ ผิดสัญญา ไม่สามารถทำตามความคาดหวังได้ และการหลอกลวงไม่ซื่อสัตย์  ถึงแม้ว่าโดยปกติแล้ว เราจะไม่ตั้งใจที่จะทำการใดๆ เหล่านี้ แต่บางครั้ง ความจำเป็นก็ทำให้เกิดการถอนบัญชีความรู้สึกที่ดีขึ้น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างเช่น คุณอาจจะมีความจำเป็นมากที่ไม่สามารถรักษาสัญญากับลูกว่าจะพาไปเที่ยวได้ นั่นคือการถอน แต่หากคุณมีการฝากไว้มากพอ คือในอดีตที่ผ่าน คุณรักษาสัญญากับลูกตลอด การผิดสัญญาเพียงครั้งเดียว ก็ส่งผลเสียน้อยลง เพราะเคยฝากไว้ก่อนแล้ว

ทำไมต้องฝาก “ทุกวัน”

เพราะคุณต้องติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่นทุกวัน และโอกาสที่คุณจำเป็นจะต้องถอนบัญชีความรู้สึกกับใครซักคน ก็โอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่รู้เมื่อไหร่ ยิ่งปริมาณความรู้สึกที่ดีคงเหลือมากเท่าไหร่ ความสัมพันธ์ที่ดี ก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

  • บุคคลในครอบครัว: หลายคนไม่ได้ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวมากเท่ากับที่ให้กับบุคคลภายนอก ทั้งๆ ที่คนในครอบครัวเป็นกลุ่มคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของแต่ละคน คุณสามารถฝากความรู้สึกที่ดีให้กับคนในครอบครัวคุณได้ง่ายๆ ทุกวัน อาทิเช่น
    • ส่ง SMS บอกสามีหรือภรรยาว่าคุณคิดถึงเขาในระหว่างวัน
    • กอดลูกอย่างน้อยวันละหนึ่งครั้ง
    • ช่วยทำงานบ้านโดยไม่ต้องให้ร้องขอ
    • กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ ทานข้าวกับท่าน พาท่านไปเที่ยว
  • เพื่อนร่วมงาน: บุคคลที่คุณร่วมงานด้วยในวันนี้ บางครั้งคุณก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า จะได้มีโอกาสทำงานร่วมกับเขาอีกเมื่อไหร่ในลักษณะใด และเมื่อไหร่ที่คุณต้องการความไว้ใจและเชื่อใจจากเขา อาจจะเป็นในอีก 2-3 ปีข้างหน้าก็ได้ ที่คนที่คุณทำงานด้วยในวันนี้ กลายมาเป็นเจ้านาย หรือมาเป็นลูกน้องของคุณ การฝากความรู้สึกที่ดีให้กับทุกคนที่คุณทำงานด้วยจึงเป็นสิ่งที่ควรจะทำอย่างยิ่ง
    • ทักทาย ยิ้ม และใส่ใจกับเรื่องที่เขาสนใจบ้าง นอกเหนือจากงาน
    • ให้ความช่วยเหลืองานบางอย่าง ถึงแม้จะไม่ใช่หน้าที่ของคุณโดยตรง
    • ให้กำลังใจ ชมเชยเมื่อมีโอกาส
    • เอ่ยคำขอโทษอย่างจริงใจ ถ้าคุณรู้ว่าคุณเป็นฝ่ายผิด

ประสบการณ์ส่วนตัวผมพบว่า ความพยายามที่จะฝากความรู้สึกที่ดีให้กับคนอื่นทุกๆ วัน นอกจากจะเสริมสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นแล้ว ผมยังรู้สึกดีกับตัวเองอีกด้วย ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีโอกาสทราบได้ว่า คนอื่นจะคิดหรือมีความรู้สึกกับตัวเราอย่างไร แต่อย่างน้อย ความรู้สึกที่ดีนี้ก็เพียงพอให้เราลงมือทำดีกับคนอื่นๆ รอบตัวเราแล้ว

เหตุการณ์ในชีวิตเป็นครูที่ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์จะหาได้ เป็นบทเรียนที่มนุษย์ต้องจำ จำโดยไม่ต้องท่องเลยแม้แต่น้อย บทเรียนจากตำราเป็นเรื่องที่จะต้องท่องจึงจะจำได้ และเมื่อจำได้แล้ว เราก็ต้องพยายามทบทวนเพื่อไม่ให้ลืม แต่บทเรียนจากชีวิตเป็นเรื่องที่เราจำโดยไม่ต้องท่อง และพยายามจะให้ลืมเสีย แต่น้อยนักที่เราลืมได้ นี่คือลักษณาการแห่งบทเรียนจากชีวิต คำสั่งสอนของท่านผู้ใหญ่ส่วนมากหรือแทบทั้งหมดทีเดียว ได้มาจากบทเรียนแห่งชีวิตทั้งสิ้น จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อชีวิตอย่างหาประมาณมิได้

ความกลมเกลียวสามัคคีเป็นความผาสุก เป็นความร่มเย็นอย่างยิ่ง บ้านใดมีความสามัคคี แม้จะลำบากยากจน แต่ก็ยังหาความผาสุกได้มากกว่าบ้านที่มั่งคั่งร่ำรวยแต่แตกสามัคคีกัน มองกันไม่สนิท คอยระแวงกันและกัน ความสามัคคีเป็นคุณธรรมที่ประเสริฐสำหรับหมู่คณะ หมู่คณะที่มีความกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนั้น จะทำลายอุปสรรคกีดขวางความก้าวหน้าได้อย่างดี และสามารถบุกบั่นไปสู่ความสำเร็จได้โดยง่าย

ผมรู้จักชื่อ Randy Pausch เป็นครั้งแรกจาก Blognone ครับ ตามลิงค์ไปฟัง The last lecture ของเขาใน Youtube แล้วก็ประทับใจมาก เวลา 1 ชั่วโมง 16 นาที คุ้มค่ามากๆ ดังนั้นพอเห็นหนังสือเล่มนี้อยู่บนชั้นของ Asia Books ผมก็คว้ามาเลยครับ แล้วก็อ่านจบอย่างรวดเร็ว ด้วยความประทับใจ เป็นหนังสือที่อ่านง่ายครับ เล่มเล็กๆ หนาแค่ 200 หน้า แต่เต็มไปด้วยข้อคิดดีๆ มากมาย ความรู้สึกของผมหลังจากอ่านจบ เหมือนมองเห็นและได้รู้จักตัว Randy Pausch มาเป็นเวลานาน

เนื้อหาในหนังสือ จะมีรายละเิอียดมากกว่าที่เขาบรรยายไว้ครับ รวมถีึงเหตุการณ์ก่อนหน้าการบรรยายด้วย แล้วยังมีการสรุปบทเรียนหรือข้อคิดในการดำเนินชีวิตคมๆ ไว้หลายข้อทีเดียว นี่เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ผมคิดว่า จะให้ประโยชน์ได้สูงสุด ถ้าเราถือติดมือไว้ใกล้ๆ หยิบมาพลิกอ่านบ่อยๆ มากกว่าจะเก็บไว้บนหิ้ง

ถ้าใครมีโอกาสพบหนังสือเล่มนี้ แนะนำว่าให้ซื้อมาอ่านเถอะครับ (หรือถ้าชอบสั่งซื้อก็ยิ่งดีใหญ่) ผมเชียร์เต็มที่ ภาษาอังกฤษที่ใช้ก็เป็นคำง่ายๆ เหมือนมีคนมาเล่าเรื่องให้ฟัง แต่ถ้ามีใครแปลเป็นภาษาไทยก็จะยิ่งดีใหญ่ เพราะจะได้ประโยชน์ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

เว็บไซต์ http://www.thelastlecture.com/

เมื่อมีสิ่งให้เลือก คนเราส่วนมากจะเลือกสิ่งที่ตัวขาดหรือยังบกพร่องอยู่ เราอาจทำนายได้ว่าเขาขาดอะไรจากสิ่งที่เขาเลือก หรือมิฉะนั้นเขาก็เห็นความสำคัญของสิ่งนั้น คือเขาขาดไม่ได้ แต่เห็นความสำคัญของสิ่งนั้นจึงเลือก ความสำเร็จที่สำคัญยิ่งใหญ่ของคนสำคัญนั้น อยู่ที่การเลือกทำสิ่งที่เขาชอบ และเห็นว่าสำคัญต่อตนเองและมนุษยชาติด้วย

การพูดจาเกี่ยวกับคนก็ต้องอาศัยความพอดีเหมือนกัน พูดน้อยเกินไปก็ไม่สำเร็จประโยชน์ที่ต้องการ พูดมากเกินไปก็เป็นที่รำคาญของคนทั้งหลายเพราะไม่ยอมหยุดพูดแม้หมดเรื่องที่จะพูดแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายที่พูดน้อยเกินไป แม้มีเรื่องที่สมควรจะพูดก็ไม่พูด เพราะฉะนั้น ความพอดีในการพูดก็คือ พูดเมื่อจำเป็นต้องพูดและพูดแต่พอประมาณ หยุดพูดเมื่อหมดเรื่องที่จะพูดแล้ว

ผมมีความประทับใจในหนังสือคติชีวิต อย่างที่เคยเล่าไว้แล้ว เลยติดต่อทำจดหมายไปทางสำนักพิมพ์เพื่อขออนุญาิตเผยแพร่ แล้วก็ได้รับอนุญาตจากทางอ.วศินแล้ว ต่อไปก็คงทยอยนำข้อเขียนในหนังสือมา post เรื่อยๆ ผมเชื่อว่าบางครั้ง ข้อความหรือคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค ก็สามารถจุดประกายให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ดีในชีวิตได้

แนะนำหนังสือที่ดีมากๆ เล่มหนึ่ง “คติชีวิต เพื่อชีวิตที่เติบโตและเข้มแข็ง” โดยอ. วศิน อินทสระ หลังจากที่ได้มีโอกาสปฎิบัติธรรม และศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ผมพบว่า แนวคิดและคำสอนของพระพุทธเจ้า ทันสมัยอยู่เสมอ ยิ่งมาได้อ่านหนังสือเล่มนี้เพิ่มเติม ยิ่งเป็นประโยชน์ในการนำคติชีวิตเหล่านั้นมาใช้ในชีวิตประจำวัน

ลักษณะเด่นของหนังสือเล่มนี้คือ แบ่งเป็นหัวข้อย่อยๆ ในแต่ละหัวข้อจะมีข้อความเพียงสั้นๆ แต่ได้ใจความอย่างไม่น่าเชื่อ สามารถใช้เป็นข้อเตือนใจในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี ผมยกข้อความจากปกหลังมาให้ลองพิจารณากันดู

บางครั้งคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค สามารถเปลี่ยนชีวิตของคนบางคนให้เจริญก้าวหน้าอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะในยามที่ท้อแท้สิ้นหวัง หาทางออกให้กับชีวิตไม่ได้ ย่อมรู้สึกเป็นทุกข์ยิ่งนัก เปรียบเสมือนผู้พลัดหลงในทะเลทราย พยายามแสวงหาน้ำดื่มเพื่อยังชีวิตให้รอดไม่ได้สักหยด แต่แล้ว…เหมือนฟ้ามาโปรด เมื่อฝนอันชุ่มชื่นได้โปรยปรายลงมาช่วยชีวิตได้ทันเวลา

ท่านอาจารย์วศิน นับเป็นนักเขียนที่มีภาษาอันนุ่มนวลสุขุมลุ่มลึก อ่านง่าย แต่ให้ “คติชีวิต” และสติปัญญากับผู้อ่านอย่างลึกซึ้งเมื่อนำไปขบคิดตาม ทั้งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตและเสริมสร้างภูมิธรรม ได้ตามกำลังของแต่ละบุคคลอย่างเข้าใจและมีความสุข


© 2007 BzInsight | iKon Wordpress Theme by Windows Vista Administration | Powered by Wordpress