ระหว่างมองหาผู้ให้บริการด้าน business intelligence ก็ผ่านไปเจอเข้ากับบริษัท yellowfin ซึ่งมี url เป็น http://www.yellowfin.bi ที่น่าสนใจก็คือ เขาใช้โดเมน .bi ซึ่งในที่นี่หมายถึง business intelligence ความจริงก็เคยได้ยินมาเมื่อเร็วๆ นี้ ที่มีการเปิดให้จดทะเบียน top-level domain name อื่นๆ นอกเหนือจาก .com .net .org และอื่นๆ ที่คุ้นเคยกันทั่วไป
เห็นอย่างนี้ผมก็นึกว่า ดีเลย ต่อไปคงมีเว็บไซต์เกี่ยวกับ Business Intelligence ที่เป็น .bi ขึ้นมาอีกเยอะแยะ น่าจะไปจองไว้บ้างเหมือนกัน แต่พอค้นไปค้นมา ปรากฎว่า .bi นี่มีเจ้าของอยู่แล้วนะครับ เป็นของประเทศ Burundi http://en.wikipedia.org/wiki/Burundi ซึ่งผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าออกเสียงว่าอย่างไร อยู่ในทวีปแอฟริกา
ถึงแม้ว่า .bi http://en.wikipedia.org/wiki/.bi จะดูแลโดยหน่วยงานของประเทศ Burandi เอง แต่ก็เปิดให้มีการจดทะเบียนโดยใครก็ได้ เพียงแต่ขออย่าให้เป็นการนำไปใช้เพื่อให้เข้าใจผิด จะว่าไปแล้ว ก็ดูน่าเห็นใจอยู่เหมือนกัน เพราะคงไม่มีใครอยากให้ตัวย่อประเทศของตัวเอง มีความหมายกลายเป็นอย่างอื่น
wordle เป็นเว็บที่ใช้สร้าง word cloud หรือ text cloud ตามคำต่างๆ ที่กำหนดให้ ในลักษณะเดียวกับที่เราเห็นกันตาม web 2.0 หรือตามบล็อกทั่วไป ที่แตกต่างกันก็คือ wordle ให้คุณสามารถเลือกปรับแต่งได้ ไม่ว่าจะเป็นฟอนต์ สี การวางเลย์เอา ทำให้ภาพที่ได้สวยกว่า word cloud ทั่วๆ ไป
ถึงแม้ว่าจะสวยงาม แต่ก็ยังเป็นได้แค่ของเล่นเท่านั้น เพราะยังมีข้อจำกัดอยู่หลายอย่าง เช่น
- ผลลัพธ์ที่ได้เป็นแค่ภาพที่สวยงามเท่านั้น ผู้ใช้ไม่สามารถคลิ้กที่คำแต่ละคำได้
- การตัดคำภาษาไทย ถึงแม้ว่าจะมีฟีเจอร์ตัดคำทั่วไปของหลายๆ ภาษา แต่เห็นได้ชัดว่ายังไม่สามารถตัดคำภาษาไทยได้ ทำให้เราเห็นคำว่า “อม” เป็นคำที่สำคัญที่สุดในบล็อกนี้ไปได้
ส่วนที่น่าสนใจนอกเหนือไปจากการเป็นของเล่นแล้ว wordle ยังแสดงให้เห็นความสามารถพื้นฐานของสิ่งที่เรียกว่า text analytics ซึ่งโดยการหลักแล้วคล้ายคลึงกัน คือการอ่านข้อมูลตัวอักษร แยกคำต่างๆ ออกจากกัน แล้ววิเคราะห์หาความสำคัญและความสัมพันธ์ของคำต่างๆ เหล่านั้น ในขณะที่ wordle หรือ word cloud ทั่วไปกำหนดความสำคัญอยู่เพียงแค่ “จำนวน” ครั้งที่คำๆ หนึ่งปรากฎอยู่ในเว็บไซต์ เครื่องมือ text analytics มีความก้าวหน้ามากกว่านั้น โดยที่สามารถรวมกลุ่มคำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน และคำที่มีความสัมพันธ์กัน เพื่อสร้างให้เกิด intelligence จากข้อมูลที่มีอยู่ได้
น้องชายส่ง fwd mail มาให้ เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับการมีทัศนคติที่ดี เลยทำเป็น slideshare จะได้อ่านกันได้ง่ายๆ
ความจริงแล้วเรื่อง positive attitude หรือการมองโลกในแง่บวก เป็นอะไรที่เราคงได้ยินกันบ่อยๆ อยู่แล้ว โดยส่วนตัวผมเองก็เชื่อว่า วิธีการที่เรามองเรื่องราวต่างๆ ส่งผลมากต่อการดำเนินชีวิตของเรา เคยได้ยินมาว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต 10% เท่านั้นที่เกิดจากสิ่งที่มา “กระทบกับเรา” จากภายนอก ส่วนอีก 90% เกิดจากผลการกระทำของเราเอง ที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เข้ามากระทบนั้น และแน่นอน ทัศนคติ มีผลต่อการตอบสนองของเราเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับท่านที่เคยอ่านหรือเข้าอบรม The 7 Habits of Highly Effective People คงจะจำได้ถึงหลักการเกี่ยวกับบัญชีความรู้สึก หรือ Emotional Bank Accounts ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง
บัญชีความรู้สึก เป็นแนวคิดที่เปรียบเทียบความสัมพันธ์หรือความรู้สึกระหว่างคนสองคน เหมือนกับบัญชีเงินฝากในธนาคาร ถ้าคุณมีความรู้สึกที่ดีต่อใครสักคน แสดงว่าเขาคนนั้นได้สร้างบัญชีความรู้สึกที่เป็นบวกอยู่กับคุณ สำหรับบางคนที่คุณรู้สึกไม่ดีกับเขา ก็เป็นเพราะว่าบัญชีความรู้สึกนั้นกำลังติดลบอยู่นั่นเอง
ในทางกลับกัน ทุกการกระทำของคุณที่แสดงออกต่อคนอื่น ก็จะเกิดการฝากหรือการถอนกับบัญชีความรู้สึกที่คุณมีต่อผู้ที่ติดต่อด้วย ถ้าบัญชีความรู้สึกที่คุณมีในความรู้สึกของคนอื่น มีค่าเป็นลบ เขาคนนั้นจะสูญเสียความไว้วางใจในตัวคุณ ส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย
เพราะฉะนั้น คุณควรจะ “ฝาก” บัญชีความรู้สึกที่ดีต่อทุกคนสำคัญที่คุณติดต่อด้วย เพราะคุณไม่มีทางทราบได้เลยว่า อาจจะมีวันใดวันหนึ่งที่คุณอาจจะจำเป็นต้อง “ถอน” สิ่งที่ฝากออกมาใช้ก็เป็นได้
การฝาก
การกระทำเหล่านี้ที่แสดงทางด้านซ้ายมือของภาพด้านบน จะเป็นการฝากหรือสร้างบัญชีความรู้สึกที่ดี ซึ่งได้แก่ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การรักษาสัญญา การยอมรับความคาดหวังของผู้อื่น การขอโทษอย่างจริงใจ ความนอบน้อมมีมารยาท และความซื่อสัตย์ วิธีการง่ายๆ ที่คุณสามารถตรวจสอบได้ว่า การกระทำใด เป็นการฝากความรู้สึกที่ดี ก็สามารถทำได้โดยการตรวจสอบความรู้สึกตัวเอง เมื่อมีใครซักคนทำอะไรบางอย่างกับคุณ อาจจะเป็นการแสดงความห่วงใย เอื้อเฟื้อช่วยงานบางอย่าง คุณรู้สึกดีกับคนคนนั้น ใช่ไหมครับ นั่นละครับ เขากำลังฝากความรู้สึกที่ดีให้กับคุณแล้ว คุณสามารถทำอย่างเดียวกันกับบุคคลอื่นๆ ได้ด้วย
การถอน
คือการกระทำที่ตรงกันข้ามนั่นเอง ทางด้านขวามือในภาพด้านบน การขาดน้ำใจ ผิดสัญญา ไม่สามารถทำตามความคาดหวังได้ และการหลอกลวงไม่ซื่อสัตย์ ถึงแม้ว่าโดยปกติแล้ว เราจะไม่ตั้งใจที่จะทำการใดๆ เหล่านี้ แต่บางครั้ง ความจำเป็นก็ทำให้เกิดการถอนบัญชีความรู้สึกที่ดีขึ้น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างเช่น คุณอาจจะมีความจำเป็นมากที่ไม่สามารถรักษาสัญญากับลูกว่าจะพาไปเที่ยวได้ นั่นคือการถอน แต่หากคุณมีการฝากไว้มากพอ คือในอดีตที่ผ่าน คุณรักษาสัญญากับลูกตลอด การผิดสัญญาเพียงครั้งเดียว ก็ส่งผลเสียน้อยลง เพราะเคยฝากไว้ก่อนแล้ว
ทำไมต้องฝาก “ทุกวัน”
เพราะคุณต้องติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่นทุกวัน และโอกาสที่คุณจำเป็นจะต้องถอนบัญชีความรู้สึกกับใครซักคน ก็โอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่รู้เมื่อไหร่ ยิ่งปริมาณความรู้สึกที่ดีคงเหลือมากเท่าไหร่ ความสัมพันธ์ที่ดี ก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น
- บุคคลในครอบครัว: หลายคนไม่ได้ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวมากเท่ากับที่ให้กับบุคคลภายนอก ทั้งๆ ที่คนในครอบครัวเป็นกลุ่มคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของแต่ละคน คุณสามารถฝากความรู้สึกที่ดีให้กับคนในครอบครัวคุณได้ง่ายๆ ทุกวัน อาทิเช่น
- ส่ง SMS บอกสามีหรือภรรยาว่าคุณคิดถึงเขาในระหว่างวัน
- กอดลูกอย่างน้อยวันละหนึ่งครั้ง
- ช่วยทำงานบ้านโดยไม่ต้องให้ร้องขอ
- กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ ทานข้าวกับท่าน พาท่านไปเที่ยว
- เพื่อนร่วมงาน: บุคคลที่คุณร่วมงานด้วยในวันนี้ บางครั้งคุณก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า จะได้มีโอกาสทำงานร่วมกับเขาอีกเมื่อไหร่ในลักษณะใด และเมื่อไหร่ที่คุณต้องการความไว้ใจและเชื่อใจจากเขา อาจจะเป็นในอีก 2-3 ปีข้างหน้าก็ได้ ที่คนที่คุณทำงานด้วยในวันนี้ กลายมาเป็นเจ้านาย หรือมาเป็นลูกน้องของคุณ การฝากความรู้สึกที่ดีให้กับทุกคนที่คุณทำงานด้วยจึงเป็นสิ่งที่ควรจะทำอย่างยิ่ง
- ทักทาย ยิ้ม และใส่ใจกับเรื่องที่เขาสนใจบ้าง นอกเหนือจากงาน
- ให้ความช่วยเหลืองานบางอย่าง ถึงแม้จะไม่ใช่หน้าที่ของคุณโดยตรง
- ให้กำลังใจ ชมเชยเมื่อมีโอกาส
- เอ่ยคำขอโทษอย่างจริงใจ ถ้าคุณรู้ว่าคุณเป็นฝ่ายผิด
ประสบการณ์ส่วนตัวผมพบว่า ความพยายามที่จะฝากความรู้สึกที่ดีให้กับคนอื่นทุกๆ วัน นอกจากจะเสริมสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นแล้ว ผมยังรู้สึกดีกับตัวเองอีกด้วย ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีโอกาสทราบได้ว่า คนอื่นจะคิดหรือมีความรู้สึกกับตัวเราอย่างไร แต่อย่างน้อย ความรู้สึกที่ดีนี้ก็เพียงพอให้เราลงมือทำดีกับคนอื่นๆ รอบตัวเราแล้ว
ข้อสังเกตและบรรยากาศการจัดงาน
โดยรวมถือว่าดีมากครับ ไม่ว่าจะเป็นด้านการประชาสัมพันธ์งาน ทำได้ดีมาก ผมชอบการทำวีดีโอประชาสัมพันธ์ทำให้คนเข้าใจความสำคัญของการมีส่วนร่วม หัวข้อที่นำมาคุยกันก็เลยหลากหลาย สถานที่ก็เลือกได้ดีครับ แต่ละห้องมีขนาดกำลังเหมาะ และยังทำให้เราได้รับการสนับสนุนจากน้องๆ คณะวิศวะฯ จุฬาด้วยในการลงทะเบียน อินเทอร์เน็ตไร้สายก็ทำงานได้ดีมาก การลงทะเบียนอินเตอร์เน็ตสะดวก อาหารเครื่องดื่มของว่าง คุณภาพดีเลยครับ ขอบคุณทั้งสปอนเซอร์และผู้จัดหาด้วยครับ จำนวนห้อง วันแรกดูจะเยอะไปหน่อย ทำให้การเลือกหัวข้อทำได้ยาก และบางหัวข้อมีคนเข้าน้อย ส่วนวันอาทิตย์ดูลงตัวกว่ามาก
บรรยากาศในงาน ก็ถือว่าอบอุ่นเป็นกันเองนะครับ ป้ายชื่อและ twitter name นี่ช่วยได้เยอะมาก เพราะใหญ่ดี เห็นชัดทำให้เราสามารถทักคนที่เคยคุยด้วย online ได้ ถ้าไม่เห็นป้ายชื่อเลยคงเหงาน่าดู ผมชอบความรู้สึกเวลาเปลี่ยนห้อง แล้ววิ่งหาหัวข้อที่จะเข้าต่อไป อารมณ์ประมาณเปลี่ยนชม.เรียนมหาวิทยาลัยยังไงยังงั้นเลย แล้วถ้าให้มองกันจริงๆ ผมว่าความรู้ที่ผมได้รับในช่วงสองวันนี่ น่าจะเหมือนกับการอัดการเรียนซักประมาณครึ่งเทอมมาไว้ในเวลาแค่เสาร์อาทิตย์เดียวกัน มีความสุขมากครับ
ผมพบว่า ผู้เข้าร่วมงานโดยส่วนมากมีส่วนร่วมดีมากๆ การบรรยายหรืออภิปรายเป็นภาษาอังกฤษดูจะไม่ค่อยเป็นอุปสรรคเท่าไหร่ แต่สังเกตเหมือนกันว่า ถ้าการอภิปรายเป็นภาษาอังกฤษ ชาวไทยเราจะเสนอความคิดเห็นน้อยกว่ากรณีที่อภิปรายเป็นภาษาไทย ซึ่งก็คงเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่ถ้ารายการไหนอภิปรายเป็นภาษาไทยและมีคนร่วมอภิปรายด้วยหลายคน สนุกและได้ความรู้มากเลยครับ
หัวข้อที่ได้รับความสนใจ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นหัวข้อในแนว web 2.0 และ development เป็นส่วนใหญ่ กับประเภทที่ฉีกแนวออกไปเลย ซึ่งก็สะท้อนความสนใจของกลุ่มคนที่เข้าร่วมได้ดีทีเดียว ที่เห็นได้น้อยมากคือหัวข้อที่เกี่ยวกับ IT mainstream หรือการใช้งานในภาคธุรกิจ เห็นหัวข้อเกี่ยวกับ Microsoft Sharepoint อยู่เพียงหัวข้อเดียวที่มีการเสนอ คาดว่าถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับงานไอทีในภาคธุรกิจ หรือเกี่ยวกับผู้ผลิต commercial software รายใหญ่ๆ รูปแบบการจัดงานคงไม่ได้เป็นลักษณะ Barcamp แบบนี้
การร่วมงานของคนต่างชาติ ฝรั่งเหล่านี้หลายคนมาอยู่เมืองไทยได้หลายปีแล้ว แต่ก็มีบางคนที่ดูเหมือนจะมาเมืองไทยเพื่อกิจกรรมนี้โดยเฉพาะ เขาเหล่านั้นได้เข้าร่วมจัดงาน เป็นสปอนเซอร์ รวมถึงมีส่วนร่วมมากอย่างเห็นได้ชัด ผมรู้สึกขอบคุณพวกเขาเหล่านั้นนะครับ ในขณะเดียวกัน ผมเองก็มองเห็นว่า ในฐานะคนไทย การเข้ามีส่วนร่วมกับกิจกรรมในลักษณะนี้ ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง จะมีส่วนช่วยผลักดันการพัฒนาวงการไอทีบ้านเราไปได้ และผมเองก็น่าจะมีส่วนร่วมได้มากกว่านี้
สิ่งที่ได้รับจากงาน
แน่นอนครับ ได้รับความรู้เพิ่มขึ้นแน่ๆ เรื่องราวหลายเรื่องที่อาจจะไม่เคยสนใจ หรืออาจจะสนใจแต่ไม่สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้สะดวกนัก ก็มาได้คำตอบเอาที่นี่ ความรู้ที่ได้จากงาน BarCamp คงไม่สามารถทดแทนรูปแบบการหาความรู้อื่นๆ ได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นแนวทางที่จะช่วยให้เรียนรู้ต่อไปได้ง่ายขึ้น
มุมมองที่หลากหลายมากขึ้น นอกจากตัวความรู้เองแล้ว ผมพบว่าแง่คิด มุมมองจากประสบการณ์ที่หลากหลายของผู้เข้าร่วม เปิดมุมมองที่กว้างขึ้นให้กับผม มองเห็นเรื่องอื่นได้กว้างขึ้น มองจากมุมมองที่แตกต่างออกไปจากเดิม
เพื่อนใหม่ หลายคนที่เคยคุยด้วยทาง twitter แต่ไม่เคยพบหน้าตัวจริง ก็ได้มีโอกาสได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรู้จักกัน และอีกหลายคนที่ไม่เคยได้รู้จักกันมาก่อนเลย ก็ได้ทำความรู้จักกันด้วย
และท้ายที่สุด (แต่อาจจะสำคัญที่สุดเหมือนกัน) คือผมได้แรงบันดาลใจครับ การให้โอกาสตัวเองก้าวออกไปจากวิถีชีวิตเดิมๆ เปิดสายตาเปิดหูรับรู้รับฟังเรื่องราวใหม่ๆ ในขณะเดียวกันก็ถือโอกาสแบ่งปันประสบการณ์ที่ตัวเองได้รู้มาให้คนอื่นบ้าง สามารถสร้างแรงบันดาลใจได้เป็นอย่างดี การเห็นคนอื่นลงมือลงแรงทำเรื่องดีๆ ทำให้ผมมีพลังมากขึ้นที่ทำอย่างนั้นบ้าง
อยากเชิญชวนเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ถ้ามีโอกาสในครั้งหน้าที่มีงานลักษณะนี้อีก อยากให้เข้ามาร่วมกันนะครับ อาจจะได้อะไรกลับไปมากกว่าที่คุณคิดก็ได้
ภาพโดย arjinkk มาเล่าต่อครับ คราวที่แล้ว ยังไม่จบวันเสาร์ดีเลย
วันเสาร์ (ต่อ)
- Web 2.0 around the world โดย Preetamrai ด้วยความที่เขาเดินทางไปหลายที่มาก ก็เลยรวบรวม web 2.0 กับ mobile apps จากหลายประเทศ และมีหลายหมวดหมู่มาก คงไล่ไม่หมด ดูสไลด์ที่นี่ แต่ผมเองก็ได้ข้อสังเกตบางอย่าง
- บางเว็บก็เป็นอะไรที่แปลกแหวกแนวไปเลย อย่าง “อนุทินรัก” (ตั้งชื่อเองนะครับ) แบบให้กาปฏิทินไว้ว่า sex experience ในแต่ละคืนเป็นยังไง ถ้าสีแดงเข้มก็แสดงว่าดีมาก สีจืดหน่อยก็คงกร่อยไปตามลำดับ
- บางเว็บก็ลอกของฝรั่งมาดื้อๆ ซะงั้นแหละ อย่าง facebook clone ในพม่า ประมาณว่ารัฐบาลบล็อกเว็บนอก ก็ทำมันเองเป็นเว็บท้องถิ่นเสียเลย ดังได้เหมือนกัน
- บางอย่างก็เป็นอะไรที่เพิ่มขึ้นมาเพียงนิดเดียว นิดเดียวจริงๆ จากของดั้งเดิม ตัวอย่างเช่นเว็บของญี่ปุ่น ที่เหมือน YouTube มาก เพียงแต่สามารถพิมพ์ subtitle หรือคอมเม้นต์แบบ realtime ลงไปได้เลย เขาเล่าว่าที่ต้องมาทำเองเพราะ Youtube ไม่ให้ทำ ณ เวลานั้น พลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้ดีเลยเชียว
- เว็บ social network แบบเจาะจงกลุ่มก็มีหลากหลายรูปแบบ มีแบบประเภทแฟนคลับวงดนตรีด้วย
- ไม่ยังมีเว็บไทย ถามกันในห้องที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดก็เห็นจะเป็น GotoKnow.org
- Thai Culture @ Work in International Company ประเด็นของผมในหัวข้อนี้คือ การที่บริษัทต่างชาติทางตะวันตก เช่นอเมริกันหรือยุโรป มักจะมีสัดส่วนผู้่นำองค์กรที่เป็นชาวไทย (และชาวเอเชีย) ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ผมมีความเชื่อว่าส่วนหนึ่งเกิดจากความแตกต่างทางวัฒนธรรม เลยเสนอมุมมองว่า วัฒนธรรมไทยบางอย่างจะถูกมองและตีความ ในสายตาของชาวตะวันตกอย่างไร ดูสไลด์ที่นี่
- Embeded Systems (ขออภัยด้วยครับ ไม่ได้ถามชื่อผู้บรรยาย ทราบแต่ blog อยู่ที่ mr-emj.blogspot.com) เป็นการเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์เกี่ยวกับ embeded systems แบบต่างๆ ระบบพวกนี้เป็นคอมพิวเตอร์ย่อยๆ เลยละครับ คือมีทุกอย่างอยู่ในตัว สมัยผมเรียนเรียกกันว่า single board คือมี CPU หน่วยความจำ I/O และอาจจะมี display บ้างเล็กน้อย มักจะใช้ในการควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างอื่นอีกที แต่มาดูสมัยนี้ก้าวหน้าไปมาก จากแต่เดิมที่ต้องโค้ดกันด้วย Assembly เป็นหลัก เีดี๋ยวนี้เขียนเป็น C หรือ Java ลงไปได้แล้ว ดูเหมือนตลาดอุปกรณ์เหล่านี้ก็ยังมีอยู่บ้าง เพียงแต่ในไทยเราผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ที่จะต่อยอด นำ embeded systems ไปสร้างให้เกิดเป็น commercial products ยังมีจำนวนน้อยอยู่
วันอาทิตย์
เราเริ่มกันประมาณ 11:30 ครับ เพราะดูเหมือนทุกคนจะมาสายกันหมด ประมาณว่าเมื่อคืนวันเสาร์หนักไปหน่อย จำนวนห้องบรรยายลดลงเหลือ 4 ห้อง แต่เนื้อหาของแต่ละห้องก็เข้มข้นไม่แพ้วันเสาร์เลย
- mySQL Tuning โดย @FordAntiTrust เนื้อหาลงเทคนิคลึกเกินความรู้ด้าน mySQL ของผมครับ แต่พอสรุปได้ว่าหลักในการทำ tuning ของฐานข้อมูลแต่ละตัวหลักใหญ่ไม่แตกต่างกัน แต่ในรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันมาก และต้องอาศัยความรู้ ข้อมูลอ้างอิง และประสบการณ์มากทีเดียว ถึงจะดึงความสามารถของฐานข้อมูลมาใช้ได้เต็มประสิทธิภาพ ดูสไลด์ ที่นี่ครับ
- ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์กับชีวิต freelance โดย @9Aum และ @FordAntiTrust สนุกและได้ความรู้มากทีเดียวครับ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเต็มไปหมด แอบจดชื่อ freeware ไว้หลายตัว ดูสไลด์ที่นี่ ประเด็นน่าสนใจที่มีการอภิปรายกันก็คือ ลักษณะที่เราเลือกใช้ซอฟต์แวร์แบบ ใช้ตามๆ กันไป (ส่วนมากมักจะเถื่อน) โดยไม่ได้ศึกษามากเพียงพอว่า บางครั้งความต้องการของเรา สามารถที่จะใช้ฟรีแวร์มาใช้แทนได้ และแถมทำงานได้ดีกว่าด้วย
- Innovation & Life @ Google โดย Google Engineer มาเองเลย เป็นการเล่าโครงสร้างการคิดค้นนวัตกรรมของกูเกิล ซึ่งประกอบไปด้วย
- Break the mold ผมอยากจะเรียกว่า “ฉีกกรอบเดิมๆ ทิ้ง” ตัวอย่างเช่นการใช้ category หรือ folder ซึ่งถ้าเข้าใจว่า เป็นเพียงวิธีการหนึ่งที่จะช่วยจัดระเบียบข้อมูล ก็สามารถหาวิธีอื่นที่ดีกว่า มาใช้ได้ เช่นการใช้ label ใน gmail ร่วมกับการ search
- Focus on Users สัมภาษณ์ผู้ใช้ ให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” ในการใช้งาน มากกว่าการพยายามยัดฟีเจอร์เข้าไปเยอะๆ จนกลายเป็นซอฟต์แวร์ที่ทำอะไรได้ทุกอย่าง (รวมถึงไปซื้อโอเลี้ยงหน้าปากซอย) แต่ทำไม่ได้ดีซักอย่าง
- Ship early and often อันนี้ตรงกับแนวปฎิบัติของ Open Source Software เลยทีเดียว
- Power of small teams โครงการส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นเล็กๆ ด้วยวิศวกรแค่คนเดียว ที่มีความสนใจในเรื่องนั้นๆ นโยบายการอนุญาตให้พนักงานใช้เวลา 20% ไปกับโครงการอะไรก็ได้ที่ตัวเองสนใจ ถือเป็นหลักสำคัญในเรื่องนี้ แล้วก็ผ่านกระบวนการทำต้นแบบมาเรื่อยๆ ถ้ามีประโยชน์และพร้อมที่จะขยาย ก็จะมีการกำหนดทีมงานขนาดใหญ่ในภายหลัง
สรุปสั้นๆ ได้ใจความว่า “Think big, start small, scale fast”
- Wed Developer Study Guideline for starter โดย @domesterz ช่วยให้ได้รู้จักเทคโนโลยีหลายๆ อย่างและขั้นตอนการศึกษาว่าควรเรียงลำดับ และให้ความสำคัญกับหัวข้อใดก่อนหลัง ผมว่าน้องเขาเตรียมตัวมาดีนะครับ ถึงแม้จะยังเรียนอยู่ปี 4 แต่ดูเหมือนมีประสบการณ์การพัฒนาเว็บมาพอสมควรทีเดียว และที่สำคัญที่สุด คือการกล้าที่จะมีส่วนร่วมและเสนอสิ่งที่ตัวเองรู้ อยากเห็นคนรุ่นใหม่ กล้าพูดกล้าแบ่งปันประสบการณ์กันอย่างนี้เยอะๆ ครับ ดูสไลด์ได้ที่นี่
- FOSS Promotion Discussion เป็นการอภิปรายกันต่อเนื่องจากเมื่อวันเสาร์ครับ แต่วันนี้กลุ่มใหญ่ขึ้น และได้ @kengggg มาเล่าความเป็นมาเป็นไปของ Firefox Thai localization ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญของวงการ FOSS บ้านเรา ดูๆ ไปแล้วเหมือนกับภาษาก็ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดอยู่ดี ถ้า FOSS มีภาษาไทยดีๆ เอกสารดีๆ คงมีคนใช้เพิ่มมากขึ้น
- Cloud Computing (โดย @sugree และ @luke_bkk แห่ง CodeGent) เป็นการอธิบายข้อดีของการใช้ cloud computing ซึ่งตอนนี้ที่มีให้บริการแบบทั่วไปแล้วก็คือ Google Apps Engine กับ Amazon โดยส่วนของ Amazon จะมี component ย่อยๆ แยกออกไปอีก เช่นให้บริการ cloud storage ที่ทาง twitter ใช้เก็บรูปภาพอยู่ ข้อดีของการใช้ cloud คือหมดปัญหากังวลใจในเรื่อง scalability ถ้าเกิดเว็บดังขึ้นมา ก็ไม่ต้องมานั่งปวดหัวคอยย้ายโฮสต์หรืออัพเกรด (scale up) ไหนยังจะต้องมานั่งทำ performance tuning อีก แต่ถ้าใช้ cloud จะิเป็นการ scale out โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานของ Google หรือ Amazon แทน แล้วจ่ายตามปริมาณการใช้งาน
- Mobile Internet Discussion (โดย @sugree และ Google Engineer) ประมาณว่าเป็นการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้งาน mobile internet ในประเทศไทย ปัจจัยที่มีผลกระทบก็ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับความเร็วและความเสถียรของการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านมือถือ ภาษาไทย ที่มีจำนวนพยัญชนะและสระมาก ยุ่งยากต่อการใช้งานร่วมกับปุ่มโทรศัพท์มือถือ ขาดแอพลิเคชันสำหรับคนไทย แอพลิเคชันทั่วไปอย่าง m.gmail.com ก็มีคนใช้อยู่ในกลุ่มน้อย ผู้ให้บริการมือถือยังไม่ได้สนับสนุนการใช้ data อย่างเต็มที่ (เทียบกับ voice & SMS)
- BitTorrent as Infrastructure บรรยายโดย อ.ดร.ยรรยง เต็งอำนวย ท่านเสนอมุมมองใหม่เกี่ยวกับ BitTorrent ว่าใครๆ ก็รังเกียจและหาว่า BT เป็นสิ่งไม่ดี เนื่องจาก BT ทำงานได้ดีมากในฐานะโปรโตคอลรับส่งข้อมูล ทั้งมีประสิทธิภาพสูงและยังเสถียรมากด้วย ทำให้ถูกต่อต้านจากบรรดา ISP เพราะใช้แบนวิดธ์มาก ท่านชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของแบนวิดธ์ ที่นับเป็นทรัพยากรพื้นฐานต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ แต่กลับมีราคาแพงในเมืองไทย ท่านจึงเสนอแนวคิดในการแก้ปัญหาแบนวิดธ์ โดยการใช้ BitTorrent เพื่อสร้างเครือข่าย cache ภาคประชาชนสมัครใจ แทนที่จะต้องใช้แบนวิดธ์ระหว่างประเทศ ในการต่างคนต่างโหลดข้อมูลมา ก็ให้ใช้ BT ในการกระจายข้อมูล เก็บไว้ตามพีซีตามบ้านและใช้เครือข่าย local แทน ผมชอบประโยคเด็ดที่อ.ยรรยงพูดไว้ “We have a good potential with stupid polititians!’
- Life Management Applications เป็นการอภิปราย ดำเนินรายการโดย @pawoot และ @macroart แลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้ซอฟต์แวร์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และช่วยงานในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงทิปและเทคนิคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การใช้ซอฟต์แวร์ to-do list เทคนิคการจัดการไฟล์ การตั้งชื่อไฟล์ แนะนำแนวคิด GTD mind-map และอื่นๆ เป็นการคุยกันที่สนุกและได้ความรู้ดีมาก
ถ้านับเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อหาแล้ว ผมพบว่างาน BarCamp ครั้งนี้ได้ทั้งความรู้ แนวคิดใหม่ๆ และแรงบันดาลใจที่จะทำอะไรดีๆ อีกหลายอย่าง ถึงจะเหนื่อยหน่อย เพราะต้องวิ่งไปวิ่งมาแต่ละห้อง เลือกหัวข้อที่จะเข้าฟัง ได้ความรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นนักศึกษาใหม่อีกครั้ง แต่ก็นับว่าคุ้มค่ามากครับ
ยังมีเรื่องของความรู้สึก บรรยากาศ ข้อสังเกตจากการจัดงาน ซึ่งคงต้องยกยอดไปเป็นคราวหน้าแล้วละครับ

ภาพโดย MacroArt
งาน BarCamp Bangkok ครั้งที่ 2 คราวนี้จัดที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมเองไม่ได้มีโอกาสเข้าร่วม Barcamp ครั้งแรก แต่ได้มีโอกาสสัมผัสงานในลักษณะครั้งนี้คือตอน DrupalCampBangkok แต่คราวนี้เรียกว่าใหญ่กว่ามาก มีคนลงทะเบียนมากกว่า 400 คน จำนวนห้องสัมนาก็มีหลายห้อง เนื้อหาก็หลากหลายมากขึ้นเยอะ โพสนี้เอาเป็นว่าผมเล่าเนื้อหาที่เข้าฟังก่อนก็แล้วกันนะครับ ความรู้สึก บรรยากาศ และสิ่งที่สังเกตเห็น คงต้องยกยอดไปเป็นโพสต่อไป
งานคราวนี้แบ่งเป็นสองวัน คือวันเสาร์ที่ 30 และวันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม 2551 ผมเข้าฟังโดยตลอดจนจบ บางช่วงก็สลึมสลือบ้าง จำไม่ได้ว่าตัวเองอยู่ห้องไหน หัวชื่อเรื่องอะไร ใครเป็นคนพูด เอาเป็นว่าถ้าผมจำผิดก็ขออภัยนะครับ
วันเสาร์
- Firefox 3.1 โดย @gen ไฟร์ฟ็อกซ์รุ่นใหม่นี้มีชื่อรหัสว่า Shiretoko ซึ่งเป็นชื่ออุทยานแห่งชาติในญี่ปุ่น เพิ่งรู้่เหมือนกันว่า่แต่ละรุ่นเขาตั้งชื่อตามอุทยานแห่งชาติของประเทศต่างๆ ส่วนสำคัญที่พัฒนาเพิ่มมาจาก FF3 คือ
- การเปลี่ยนไปใช้ JavaScript Engine ตัวใหม่ที่ชื่อว่า TraceMonkey ทำให้ FF3.1 จะสามารถรัน JS ได้เร็วกว่า FF3 โดยเฉลี่ย 10 เท่า
- สนับสนุน <audio> และ <video> แบบ native ด้วย
- มี tab control interface แบบใหม่
- กำหนดออกปลายปี 2008
- Mozilla Labs โดย @gen เป็น Open Source R&D มีบริการและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ น่าสนใจหลายตัวทีเดียว
- Mozilla Weave ไอเดียประมาณ online service ที่ให้เราสามารถ sync และแบ็คอัพข้อมูลจากการใช้เว็บของเราไม่ว่าจะเป็น history, bookmark, cookies หรือแม้กระทั่งเนื้อหาฟอร์ม ไว้บนเซิร์ฟเวอร์ได้ ตอนแรกผมเข้าใจว่าคล้ายๆ mobile.me ของแอปเปิล แต่ Mozilla เปิดซอร์สโค้ดด้วย หมายความว่าเราตั้งเซิร์ฟเวอร์ซิงค์เองก็ได้ น่าจะมีคนเอาไปต่อยอดทำบริการดีๆ ออกมาได้นะเนี่ย
- Aurora เป็นความร่วมมือระหว่าง Mozilla Labs กับ Adaptive Path เพื่อพยายามสร้างรูปแบบการใช้งานอินเตอร์เน็ตในยุคหน้า ประมาณว่าอีกซัก 10 ปี เราจะใช้วิธี “แหวกว่าย” ไปตามกระแสเว็บเพจที่มีเยอะแยะมากมาย เจ๋งดี
- Prism เปลี่ยน web application ให้กลายเป็น desktop โดยที่ยังคงความสามารถต่างๆ ไว้เหมือนเรียกใช้จาก Firefox เพราะใช้ engine ตัวเดียวกัน เพียงแต่สามารถทำงาน offline ได้ และมี environment แยกต่างหาก ต่อให้ FF เดี้ยงแอพลิเคชันบน Prism ก็ยังไม่สะเทือน
- Snowl เป็น add-on บนไฟร์ฟ็อกซ์ ทำให้สามารถพวก Instant Messaging, feeds หรือแม้แต่ twitter ได้ภายในเบราว์เซอร์เอง
- Ubiquity เป็นการผสาน command line เข้ากับ GUI แถมยังทำการ mash-up โดยดึงข้อมูลมาจากหลายๆ เว็บมารวมเข้าด้วยกัน ผู้ใช้เพียงแต่สั่งในลักษณะที่เป็นภาษาธรรมชาติเท่านั้น
- หลักวิทยายุทธกับการออกแบบระบบคอมพิวเตอร์ โดย @putchonguth ท่านเปรียบเทียบหลักการออกแบบระบบคอมพิวเตอร์กับหลักวิทยายุทธไว้อย่างน่าสนใจ และสนุกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ สี่ตำลึงปัดพันชั่ง สูงสุดคืนสู่สามัญ เร็วช้าหนักเบา กระบี่อยู่ที่ใจ และอื่นๆ ตอนนี้ชักเลือนๆ ไปหน่อยแล้ว มัวแต่ดูรูปหลิวอี้เฟยบนสไลด์ของท่านเลยลมปราณแตกซ่าน พาลจำเนื้อหาไม่แม่นเสียแล้ว
- FOSS in Asia รายการนี้เป็นการอภิปรายครับ ดำเนินรายการโดยนักศึกษาต่างชาติ ที่มาทำวิจัยเรื่อง FOSS (Free & Open Source Software) ในเอเชีย ประเด็นปัญหาคือ ทำไม FOSS ประสบความสำเร็จน้อย ในเอเชียและในประเทศไทย ประเด็นที่มีการพูดถึงกันก็คือ
- ภาษา และการขาดแคลนหนังสือหรือเอกสารที่เป็นภาษาไทย
- การที่มีผู้ค้า commercial software ที่เข้มแข็งในเมืองไทย และบุกตลาดสถาบันการศึกษาได้อย่างประสบความสำเร็จ
- รูปแบบธุรกิจที่ยังไม่ชัดเจนว่า FOSS จะทำให้เกิดธุรกิจได้อย่างไร
- การนำ FOSS ไปใช้แต่ยังมีอัตราการ contribute น้อย
- ทำบล็อกอย่างไรให้ได้ตังค์ โดย @DekAds เป็นการแบ่งปันมุมมองของ ad agency ว่าบล็อกลักษณะไหนที่จะสามารถหาโฆษณาได้ง่าย
- สร้างเนื้อหาที่ดีมีคุณภาพ อย่าเอาแต่ cut + paste
- โฟกัสให้อยู่ในแนวทางของ blog ตัวเอง อย่าออกนอกลู่นอกทาง (blog นี้ตกครับ มี entry นอกเรื่องอยู่กว่าครึ่ง)
- ตอนนี้ประเภทของ blog ที่มีผู้สนใจลงโฆษณามาก จะเป็นกลุ่ม IT gadget และแฟชั่นกับ beauty
- Barcamp บ้าพลังลดโลกร้อน (ขออภัยเข้าห้องสาย ไม่ทราบว่าใครพูด) แต่แนวคิดน่าสนใจมาก ไอเดียง่า่ยๆ แค่เอาขวดใส่น้ำไปใส่ไว้ในถังน้ำชักโครก จะช่วยลดปริมาณการใช้น้ำได้เป็นลิตร ทุกๆ ครั้งที่กดชักโครก แถมมีการตั้งเป้าหมายและประชาสัมพันธ์ให้มีส่วนร่วม โดยให้ถ่ายวีดีโอแล้วอัพโหลดขึ้นเว็บเพื่อนับจำนวนคนที่เข้าร่วม เจ๋งมาก แต่เสียดายไม่ได้จด URL ไว้ ใครทราบรบกวนแจ้งไว้ด้วยครับ นอกจากนี้แล้วยังมีการให้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกใช้ภาชนะบรรจุเครื่องดื่ม เพิ่งมารู้เอาตอนนี้เองว่าขวดแก้วกับกระป๋องอลูมิเนียม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่ากล่องกระดาษอาบพลาสติกมัน เพราะสามารถมา reuse ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง
- โปรเจ็คลับ ROTI (โดย @kengggg และ @pphetra) ต้องยอมรับว่าเดินเข้ามาด้วยแรงโรตีดึงดูดจริงๆ กับคำว่าโปรเจ็คลับนี่แหละ แนวคิดของโปรเจ็คโรตีเป็นประมาณคล้ายๆ blog portal เหมือน technorati แต่ของไทยเรามีดีกว่าตรงที่ใส่ไข่ได้ด้วย เอ๊ย ไม่ใช่ ตรงที่สามารถสร้างลิงค์ของเนื้อหาในบล็อก กับบล็อกอื่นๆ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกันโดยอัตโนมัติ โดยดูจากเนื้อหาที่ผ่านการตัดคำภาษาไทยมาแล้ว ให้น้ำหนักมากขึ้นสำหรับคำที่เป็น tag เข้าใจว่าตอนนี้กำลังหา beta tester อยู่นะครับ สนใจติดต่อ @kengggg หรือ @pphetra
ต้องขอแบ่งออกเป็นส่วนๆ ละครับ ตามหลัก release early, release often เพราะวันนี้ตาจะปิดอยู่แล้ว ยังมีเรื่องดีๆ อีกมากไว้จะมาเล่าให้ฟังอีกนะครับ
ประชาสัมพันธ์โปรโมชั่นของ Asia Books ครับ วันก่อนแวะไป เห็นน่าสนใจดี แต่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการนี้ทุกเล่มนะครับ โดยมากเป็นพวก fiction & non-fiction โดยหนังสือเล่มไหนที่อยู่ในข่ายร่วมโปรโมชั่นจะมีสติ้กเกอร์สีแดงปะไว้
Enjoy !
ตอนนี้เปลี่ยนตัวโปรแกรมที่ใช้จัดการ BzInsight แล้ว จากที่แต่เดิมใช้ Drupal ซึ่งก็พบว่า แม้จะมีความสามารถสูง แต่ก็มาพร้อมกับความซับซ้อนที่มากเกินความต้องการ เพราะหลังจากปลุกปล้ำหาโมดูลต่างๆ ที่ได้รับคำแนะนำมาเมื่อตอนไปงาน DrupalcampBangkok วิ่งไล่ตามอัพเกรดโมดูลต่างๆ อ่านคู่มือกันจนตาเหล่ แล้วก็มาพบสัจธรรมเอาว่า ถ้าเราเริ่มต้นจากเล็กๆ ก่อน คือเน้นไปที่ blog อย่างเดียวเลย ใช้แค่ WordPress ก็พอถมเุถไปแล้ว เอาเวลามานั่งเขียน content ดีกว่า
ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า Drupal สู้ WordPress ไม่ได้นะครับ แต่ถ้าแค่อยากจะทำ blog ส่วนตัว ที่เน้นเนื้อหามากกว่าเทคนิค การเลือกใช้ Drupal ก็คงไม่ต่างจากการขับรถเฟอร์รารีออกไปซื้อกับข้าวหน้าปากซอย ตอนนี้ผมเลยเปลี่ยนมาเป็นขี่จักรยานแทน น่าจะมีความสุขกว่า