September 5th, 2008เตรียมตัวสัมภาษณ์งาน
หมายถึงการเตรียมตัวเป็น “ผู้สัมภาษณ์” นะครับ การเตรียมตัวถูกสัมภาษณ์นี่ท่าจะสามารถหาได้ทั่วไปอยู่แล้ว ด้วยเหตุว่าเช้านี้ต้องช่วยสัมภาษณ์ IT manager ที่จะรับเข้ามาใหม่ แต่จะเป็นพนักงานที่อยู่ในต่างหน่วยงานกับที่ผมดูแลอยู่ เพียงแต่อยู่ในแผนกเดียวกัน ในบริษัทขนาดเล็กๆ การสัมภาษณ์มักจะง่ายๆ และใช้วิจารณญาณของคนที่จะจ้างเป็นหลัก แต่ในบริษัทใหญ่ มีขั้นตอนหลายอย่าง มีกระบวนการสัมภาษณ์หลายรอบ ที่แน่ๆ คือจะต้องผ่าน screening interview จากทางฝ่ายบุคคล แล้วก็จะมาถึงทางแผนก และท้ายที่สุดจะเป็น hiring manager คือคนที่จะเป็นเจ้านายโดยตรงนั่นเอง
ผมเองวันนี้เล่นบทในฐานะเป็นตัวแทนแผนก IT ดังนั้นต้องสามารถประเมินได้ว่าผู้เข้าสัมภาษณ์เหมาะกับแผนก IT หรือไม่ ซึ่งในประเด็นนี้แต่ละแผนกจะต้องมีลักษณะเฉพาะหรือความสามารถบางอย่างที่มองหา โดยมีคนในแผนกเท่านั้นที่ตรวจสอบได้
ภาพจาก accountingjobinterviewstips.com
ก่อนเริ่มผมสัมภาษณ์ผมก็เตรียมตัวดังนี้
- ทบทวนหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการสัมภาษณ์ เกณฑ์การให้คะแนนโดยรวมที่ทางบริษัทกำหนดไว้
- ทบทวนบทบาทและหน้าที่ (roles & responsibility) ของตำแหน่งที่ต้องการรับ อันนี้ต้องขอข้อมูลจาก hiring manager คือบางครั้งแผนกที่ใหญ่ อาจจะมีลักษณะเฉพาะบางอย่างที่เขามองหา อันนี้เราต้องรู้ข้อมูลไว้ก่อนเหมือนกัน
- อ่านใบสมัคร และ resume รวมถึงคะแนนสอบที่ทำไว้ เพื่อทำความเข้าใจคร่าวๆ กับตัวผู้ถูกสัมภาษณ์
- เขียนคำถามที่อาจจะผุดขึ้นมาในใจ ระหว่างการอ่านประวัติการเรียน ประวัติการทำงาน คำถามเหล่านี้จะช่วยเตือนเราได้ในระหว่างการสัมภาษณ์
- ถ้ามีผลการสัมภาษณ์รอบที่แล้ว (อาจจะจากคนอื่นๆ หรือจากทาง HR) ก็อาจจะทบทวนด้วยก็ได้ แต่ผมจะค่อนข้างระวัง เพราะการอ่านผลการสัมภาษณ์ของคนอื่น อาจทำให้เราเกิดทัศนคติที่ไม่เป็นกลาง หรือ bias ขึ้นได้
การเตรียมตัวล่วงหน้า อาจจะดูยุ่งยาก แต่จริงๆ แล้วใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้นเอง ข้อดีที่จะได้ก็คือเราอาจจะมองเห็นอะไรที่ซ่อนอยู่มากเกินไปกว่าความประทับใจครั้งแรก และทำให้เราประเมินผู้เข้าสัมภาษณ์ได้อย่างรอบด้านและถี่ถ้วน และที่สำคัญเรายังสามารถประเมินได้อีกว่า คนคนนี้จะประสบความสำเร็จในงานที่เราให้เขาทำได้หรือไม่
ผมเคยเห็นผู้จัดการหรือผู้สัมภาษณ์งานบางคน ให้เวลาหรือความสนใจน้อยเกินไปในการเตรียมตัวสัมภาษณ์ ผลการสัมภาษณ์ที่ได้ก็เพียงผิวเผิน ไม่สามารถระบุหรือชี้ชัดไปได้ว่าควรจ้างหรือไม่ หรือที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ รับเข้ามาทำงาน ทั้งๆ ที่ไม่แน่ใจว่าจะทำงานได้ หรือเหมาะที่จะอยู่ในองค์กร ซึ่งเป็นผลเสียหายร้ายแรงมาก ต่อบริษัทก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่สำคัญกว่าก็คือต่อตัวพนักงานเอง เพราะเขาจะเสียโอกาสที่จะได้ไปทำงานที่อื่น แต่ต้องมาติดอยู่ในองค์กรหรือตำแหน่งหน้าที่ที่อาจจะไม่เหมาะกับเขา เสียเวลา เสียโอกาสในอนาคต
ถ้าคุณจะต้องสัมภาษณ์งานใครซักคน ลงทุนเวลาเตรียมตัวแค่ 10-15 นาที ก็จะช่วยให้การสัมภาษณ์เป็นไปอย่างราบรื่น และได้รับประโยชน์สูงสุดกันทุกฝ่าย
September 8th, 2008 at 10:20 am
สวัสดีครับพี่หยู
ผมเคยได้ยิน ใครๆ ต่างก็พูดว่าพี่หยูสัมภาษณ์ และรับคนยากมาก (ซึ่งผมก็เคยมีโอกาสเป็นผู้ถูกสัมภาษณ์ครั้งหนึ่ง) ณ เวลานั้น (เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว) ผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจมากนักถึงความยากลำบากทั้งตัวผู้สัมภาษณ์ และตัวผู้ถูกสัมภาษณ์ ไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำว่าตัวเรามีอะไรโดดเด่นกว่า candidate ด้วยกัน
แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไป พี่หยูก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าคนที่พี่หยูรับมาสามารถทำงานในองค์กรได้ และทำได้ดีด้วยซ้ำ(ทั้งที่ profile เขาไม่ได้สวยหรูอะไร)และนี่เองผมจึงขอ confirm ครับว่าเวลา 10-15 นาที ที่พี่หยู ใช้ในการเตรียมตัว นั้น ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งชีวิตของเด็กคนนึง ทำให้ได้โอกาสดีๆ อย่างในปัจจุบันนี้ จริงๆ
ที่จริงผมก็อยากทราบนะครับว่าตอนนั้นพี่เห็นอะไรในตัวผม?
ถึงท่านผู้เยี่ยมชม,
นี่เป็นตัวอย่างเหตุการณ์ ของผู้ถูกสัมภาษณ์ จริงๆ คนนึง ครับ และผมขอเสริมบางสิ่งบางอย่างโดยอาศัยประสบการณ์ตรง ที่ท่านผู้เขียนคอลัมนี้ ได้ทำ แต่ไม่ได้เขียนลงไป คือ
“ความจริงใจครับ”ทั้งตัวผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์ มันคือการคุยกัน มิใช่การถาม-ตอบ ให้ได้ 100 คะแนนเต็ม
การสัมภาษณ์ คือการหาคนมาทำงาน มิใช่หาคน perfect และนี่เอง ผมก็เลยเหมาเอาว่า อาจเป็นเพราะคำตอบที่ผมให้ไป “เป็นคำจริง” มิใช่ คำสวยหรู ผมจึงเป็นคน ที่ทำงานได้ มิใช่ คน perfect,
:>
September 8th, 2008 at 11:06 am
สวัสดีครับบิ๊ก ดีใจที่ได้ข่าวจากบิ๊กอีก หวังว่าคงสบายดี
ผมมองหาคนแบบไหนเวลาสัมภาษณ์? แบ่้งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเลย สำหรับบริษัท แน่นอนบริษัทต้องหาคนที่ “สามารถทำงานได้” เพราะบริษัทไม่ใช่องค์กรการกุศล ส่วนที่สองเป็นความตั้งใจส่วนตัว ถ้าหาคนที่มาทำงานให้ผมโดยตรง จะเลือกคนที่ “สามารถสอนได้” และ “เป็นคนดี” ผมคิดว่าจบงานแล้วสิ่งที่เขาควรจะได้ติดตัวไปด้วย (นอกจากเงินเดือน) แล้วคือ “ความรู้/ความเข้าใจและทัศนคติทางบวก” ที่เพิ่มมากขึ้น ถ้าเป็นคนเก่งอย่างเดียว แต่สอนไม่ได้ ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้วมาเลย ก็คุยกันลำบากหน่อย อีกส่วนคือ ถึงจะเก่งทำงานได้ อยากเรียนรู้เพิ่ม แต่ถ้าทัศนคติคับแคบ เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ อย่างนี้ก็ไม่น่าทำงานด้วย
ผมเชื่อมาเสมอว่า Knowledge นี่สอนกันได้ Skill นี่จับมาหัดได้ (แม้แต่สอนให้คิดยังได้เลย) แต่ Attitude นี่แก้กันยากมากๆ
หวังว่าคงได้คำตอบนะครับว่าทำไมถึงเป็นบิ๊ก
September 9th, 2008 at 8:40 am
ครับ
ผมได้รับคำตอบ แล้วครับผม
:>
September 9th, 2008 at 9:34 am
ถ้าผมได้มาอ่านบทความนี้ก่อนซักสองสามเดือน อาจจะดีกว่านี้เป็นแน่แท้ อย่างไรก็ตามก็ต้องพยามยามขุนคนที่รับมาแล้วอย่างตั้งใจต่อไป ตอนนี้เก็บเป็นประสบการ์สำหรับเป็น “ผู้สัมภาษณ์” คราวหน้าครับ ^_^