ได้รับคำถามจากผู้อ่านท่านหนึ่ง เกี่ยวกับเกณฑ์หรือ software ในการเลือก supplier รวมไปถึงเทคนิคในการตัดสินใจ ตอบไปตอบมาชักจะยาว ก็เลยถือโอกาสเอาคำตอบนั้น มาโพสด้วยเลย (แอบขี้โกงเล็กน้อย)

ผมยังไม่เคยเห็น software ที่ใช้ “เลือก supplier” โดยเฉพาะนะครับ มีแต่ที่ใช้ในการช่วยจัดการบริหารความสัมพันธ์กับ supplier (supplier relationship management) ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆ เป็น ERP ในระบบ ERP เองโดยทั่วไปก็มีส่วนนี้อยู่แล้ว โดยมักจะอยู่ในส่วนโปรแกรมจัดซื้อ

การตัดสินใจเลือก supplier หลักใหญ่ขึ้นอยู่กับนโยบายของฝ่ายจัดซื้อ มาประกอบกับข้อมูลของ supplier แต่ละราย  โดยทั่วไปเกณฑ์ในการพิจารณาก็ประกอบด้วย
  1. ราคาของสินค้าหรือบริการ
  2. คุณภาพ อันนี้ก็ตามเกณฑ์ที่ทางจัดซื้อจะกำหนด
  3. กำหนดชำระเงิน มีให้เครดิตไว้ก่อนได้หรือไม่
  4. ส่วนลดประเภทต่างๆ เช่นถ้าสั่งปริมาณมากมีส่วนลด
  5. ระยะเวลาในการจัดส่งสินค้า ต้องสั่งล่วงหน้านานเพียงใด
  6. ปริมาณการสั่งซื้อ ต้องสั่งขั้นต่ำเท่าไหร่ หรือสั่งได้สูงสุดเท่าไหร่  supplier บางราย สั่งสินค้าเป็นจำนวนมากๆ ไม่ได้
  7. รูปแบบ ลักษณะ และค่าใช้จ่ายในการจัดส่งสินค้า
  8. ความสม่ำเสมอ และความน่าเชื่อถือของบริษัท (ประวัติการทำธุรกิจร่วมกันมาในอดีต)
  9. และอื่นๆ
เกณฑ์เหล่านี้ โดยทั่วไปจะถูกกำหนดโดยฝ่ายจัดซื้อของบริษัท และอาจจะมีการเลือกให้มี supplier มากกว่าหนึ่งรายสำหรับสินค้าแต่ละอย่าง เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงของกิจการที่ไม่ต้องการถูกผูกติดอยู่กับ supplier รายใดรายหนึ่งเป็นต้น
ในแง่ของเทคนิคในการตัดสินใจ ที่ผมเคยเห็นทางจัดซื้อเขาใช้นะครับ เขาจะกำหนดเกณฑ์ขึ้นมาเป็นข้อๆ เหมือนอย่างข้างบน แต่ละข้อก็มีคะแนนให้ อาจจะตั้งแต่ 1-5 โดยที่ 1 หมายถึงแย่ที่สุด 5 หมายถึงดีที่สุด แล้วก็มาพิจารณา supplier แต่ละราย ในเกณฑ์แต่ละข้อ ให้คะแนนตามที่เห็นสมควร เสร็จแล้วก็มารวมคะแนน (อาจจะเอาคะแนนแต่ละข้อมาบวกกัน หรือเอามาเฉลี่ยกันก็ได้)  supplier รายใดได้คะแนนมากกว่า ก็สั่งซื้อจากรายนั้น
คราวนี้นโยบายของฝ่ายจัดซื้อจะมีบทบาทตรงนี้ เพราะฝ่ายจัดซื้อสามารถกำหนดการถ่วงน้ำหนักใ้ห้เกณฑ์แต่ละเกณฑ์แตกต่างกันได้ ถ้าฝ่ายจัดซื้อเน้นไปที่เรื่องราคา ก็จะให้น้ำหนักกับเกณฑ์ราคา (หรือส่วนลด) มากเป็นพิเศษ แต่ถ้าเน้นคุณภาพ เกณฑ์คุณภาพก็จะได้คะแนนมากกว่า หรือถ้าเน้นเรื่องการให้บริการ (เช่น สั่งวันนี้ส่งของพรุ่งนี้ได้) ก็สามารถให้คะแนนด้านนี้มากเ็ป็นพิเศษได้เช่นกัน
เกณฑ์เหล่านี้ สามารถกำหนดให้แตกต่างกันได้ สำหรับสินค้าแต่ละประเภท เช่ืนถ้าเป็นสินค้าจิปาถะ (เครื่องเขียนเครื่องใช้สำนักงาน) อาจจะเน้นไปที่ราคาถูก แต่ถ้าเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิต อาจจะให้ต้องให้น้ำหนักด้านคุณภาพมากกว่า และยังสามารถกำหนดให้เกณฑ์แตกต่างกันได้ด้วยสำหรับ supplier รายเก่ากับรายใหม่ได้อีกด้วย
หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างนะครับ

September 23rd, 2008From BI –> Think –> Decide

โดยทั่วไปเราก็เคยได้ยินกันว่า Business Intellience หรือระบบ DSS (Decision Support System) ช่วยในการตัดสินใจ ความจริงแล้วผมได้ยินมาตั้งแต่สมัยที่เรียกกันว่า MIS (Management Information System) แล้ว ผมเองก็ท่องมาตั้งเป็นสิบปีว่าระบบ BI ถ้ามีแล้ว ผู้บริหารในองค์กรจะ “ตัดสินใจ” ได้ดีขึ้น แต่จนแล้วจนรอด ก็หาข้อพิสูจน์มายืนยันความเชื่อนี้ไม่ได้ซักที กลายเป็นว่ามีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวด้วย เพราะผู้บริหารบางคน ต่อให้มีข้อมูล มีเครื่องมือดีขนาดไหน พี่ท่านก็ยังเล่นโยนหัวโยนก้อยในการตัดสินใจอยู่ดี กลายเป็นเรื่องของแต่ละคนไป

พอได้มีโอกาสอ่านหนังสือชื่อ Teach your to think ของ Edward de Bono ถึงเริ่มเข้าใจจุดเชื่อมโยง ส่วนที่หายไปคือ “Thinking” หรือกระบวนการคิดนั่นเองครับ ผมสรุปเองได้ว่า BI ไม่ได้ช่วยตัดสินใจโดยตรง แต่ช่วยเพิ่มความสามารถในการคิด

ในขั้นตอนของการคิดพื้นฐาน มีเรื่องหนึ่งที่อธิบายไว้ในหนังสือคือ Broad/Specific vs. General/Detail ตัวอย่างที่มีในหนังสือคือ ให้ลองจินตนาการถึงเหยี่ยวสองตัว ตัวหนึ่งสายตาสั้น อีกตัวสายตาดีมากๆ มองไกลแค่ไหนก็ยังเห็นได้ชัดแจ๋ว ทีนี้เหยี่ยวนี่สามารถกินสัตว์เล็กเป็นอาหารได้หลายอย่าง กบ หนู กับกิ้งก่า เหยี่ยวสายตาดีบินอยู่ีสูงลิบๆ มองลงมาเห็นกบ ก็โฉบลงมากินกบได้สบาย ทำให้ไม่สนใจที่จะกินหนูกับกิ้งก่าเลย ส่วนเจ้าเหยี่ยวสายตาสั้น มองลงมาจะเห็นแค่อะไรเบลอๆ เป็นแค่ “สัตว์อะไรบางอย่างตัวเล็กๆ เคลื่อนไหวได้” ไม่รู้ชัดว่าเป็นอะไร ต้องโฉบลงมาก่อน ถึงจะรู้ บางทีก็เป็นกบ บางทีก็หนูหรือกิ้งก่า

คำถาม คุณคิดว่าเป็นเหยี่ยวสายตาสั้นหรือเป็นเหยี่ยวตาดี ดีกว่ากัน?

คนส่วนใหญ่อาจคิดว่าเหยี่ยวสายตาดี ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว ไม่แน่เสมอไปนะครับ ถ้าช่วงไหน หรือพื้นที่ไหนขาดแคลนกบ เหยี่ยวตาดีก็อดเท่านั้นเอง แต่เจ้าเหยี่ยวสายตาสั้นยังสามารถกินหนูกับกิ้งก่าทดแทนได้

ในกระบวนการคิด ความสามารถในการมองภาพกว้าง จะส่งผลอย่างมากต่อความสามารถในการคิด ลองพิจารณาสองประโยคนี้ดู

  • ฉันต้องการกาวบางชนิดมาติดไม้สองชิ้นนี้เข้าด้วยกัน
  • ฉันต้องการวิธีการบางอย่างมาติดไม้สองชิ้นนี้เข้าด้วยกัน

ประโยคแรก นั่นคือเหยี่ยวตาดีครับ เฉพาะเจาะจง ลงรายละิเอียด เหมาะสำหรับ action หรือการลงมือทำ แต่ถ้าพูดถึงความสามารถในการคิด ประโยคที่สองหรือเจ้าเหยี่ยวตาฟาง จะดีกว่ามาก เพราะวิธีการบางอย่างที่ว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นกาวเท่านั้น สกูร ยาง ตะปู อะไรก็ได้่ ความเป็นไปได้เพิ่มขึ้นอีกเยอะมาก

ทีนี้ ปัญหามันอยู่ที่ แค่ละคนมีรูปแบบวิธีการมองปัญหาเฉพาะตัว เป็น preference ของใครของมัน บางคนมองภาพกว้าง บางคนเป็นคนมองปัญหาเฉพาะเจาะจง เป็นโหมดปกติของใครของมันตามธรรมชาติ และบางคนอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

หนึ่งในลักษณะของผู้นำทางธุรกิจคือ ความสามารถในการเปลี่ยนมุมมองให้เหมาะสมกับสถานการณ์ คือสามารถมองภาพกว้างได้ เราอาจจะเคยได้ยินวลีจำพวก “see the big picture”, “assess the landscape”, หรือ “30,000 feet view” เหมาะสำหรับการคิดแบบสร้างสรรค์ การวางแผนกลยุทธ์ และในขณะเดียวกัน ถ้าจำเป็นก็จะต้องสามารถโฉบลงมาในระดับล่างที่เจาะจงมากขึ้น วลีจำพวก “practical”, “down to earth”, “realistic” พวกนี้สะท้อนความสามารถในการคิดแบบเฉพาะเจาะจง เหมาะสำหรับงานที่มีขั้นตอนชัดเจน งานด้านปฏิบัติการ หรือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

Business Intelligence เข้ามาช่วยตรงนี้แหละครับ ความสามารถที่เรียกว่า “Roll-up” และ “Drill-down” ช่วยให้ผู้บริหารสามารถเลือกมุมมองของข้อมูลสารสนเทศที่มีอยู่ได้ ต้องการเห็นภาพกว้าง ก็ roll-up มองภาพรวมการเติบโตของทั้งบริษัท ทุกกลุ่มสินค้า ทุกแผนก เทียบแนวโน้ม 3 ปี 5 ปีที่ผ่านมา เอา visualization มาใช้แปลงข้อมูลจำนวนมากให้ง่ายต่อการเข้าใจ นำเสนอในรูปกราฟหรือแผนภูมิ และถ้าจำเป็นก็สามารถเจาะลึกลงรายละเอียด drill-down ลงไปได้ เอาสินค้าตัวนี้ ลูกค้ารายนี้ ไตรมาสนี้เมื่อวานนี้

มุมมองทั้งสองแบบ ส่งผลต่อการตัดสินใจทั้งสิ้น เพียงแต่อยู่ในระดับที่แตกต่างกัน ถ้าเป็นการวางแผน วิเคราะห์ มักจะใช้มุมมองที่กว้าง แต่ถ้าเป็นการตัดสินใจปฎิบัติงาน มุมมองเฉพาะเจาะจง จะช่วยในการตัดสินใจได้มากกว่า


© 2007 BzInsight | iKon Wordpress Theme by Windows Vista Administration | Powered by Wordpress