มี เหตุให้ไม่มีรถส่วนตัวใช้มาหลายสัปดาห์แล้ว ครั้นจะวานให้ภรรยามาคอยรับคอยส่งทุกเช้าเย็นก็ออกจะเกรงใจ เพราะผมตื่นและออกจากบ้านเช้ามากทุกวัน เลยได้มีโอกาสได้ใช้บริการรถเมล์ของประชาชนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว และเห็นว่ามีข้อดีหลายอย่าง

ที่เห็นชัดเจนเลยคือ ผลดีต่อสุขภาพจิต ผมลดความเร่งรีบในช่วงเช้าไปได้มาก ถ้าใช้รถส่วนตัวผมจะต้องรีบออกจากบ้านไม่เกิน 6 โมงเช้า เพราะถ้าสายกว่านั้นแสดงว่าจะต้องใช้เวลาขับรถนานขึ้น หาที่จอดรถยากขึ้น แต่ถ้าขึ้นรถเมล์็รถจะติดก็ติดไป เพราะเราไม่ได้ขับเองอยู่แล้ว ใช้เวลามากกว่ารถส่วนตัวอยู่แล้ว แต่เป็นเวลาที่เราสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง อาทิเช่น อ่านหนังสือ ฟังวิทยุ หรือไม่ก็ฟัง podcast รายการดีๆ ซึ่งมีเยอะแยะไปหมด หรือถ้าอากาศดี ได้นั่งติดหน้าต่างก็ได้ลองสังเกตวิถีชีวิตรอบข้างบ้าง รถติดแถวๆ ตลาดก็ลองมองดูผู้คนริมถนน ได้ความคิดอะไรดีๆ หลายอย่างเหมือนกัน บางทีก็หยิบเอากระดาษมาจดไอเดียอะไรที่มันผุดขึ้นมาระหว่างทางได้อีกด้วย ผมพบว่าระยะเวลา 90-100 นาทีที่ผมใช้ในการเดินทางไปกลับบ้านที่ทำงาน โดยใช้รถเมล์ ผมใช้เวลานี้ได้คุ้มค่า และมีความเครียดน้อยกว่า 50-60 นาทีที่ต้องใช้ถ้าขับรถไปทำงานเอง

เรื่องความประหยัดนี่ก็เห็นผลชัดเจนมากครับ ไม่ต้องเติมน้ำมันรถนี่ประหยัดเงินตัวเองไปได้เยอะ มองเลยไปอีก ผมว่ามันช่วยชาติประหยัดด้วยนะเนี่ย แถมที่จอดรถก็ไม่ต้องใช้ เหลือที่ไว้ให้คนที่เขาจำเป็นต้องใช้มากกว่าเราดีกว่า

อย่างไรก็ดี ข้อเสียก็มีบ้างเหมือนกัน บางทีรถเมล์ก็ขาดระยะ ต้องใช้เวลารอนาน ผมเคยรอรถเมล์นานถึง 20-30 นาทีมาแล้ว วิธีแก้ไขก็คือวางแผนหน่อย เผื่อเวลาไว้ซักนิด และใช้เวลาที่รอนั้นอย่างคุ้มค่า ก็สามารถลดความกระวนกระวายจากการรอไปได้พอสมควรทีเดียว ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งก็คือบางครั้งก็โชคร้าย ขึ้นรถเมล์ที่คนขับไม่รู้ไปกินรังแตนมาจากไหน หรืออาจจะเป็นเพราะสภาพรถที่เก่ากระมังที่ทำให้การนั่งรถเมล์เหมือนนั่งรถไฟ เหาะ รถเมล์ปรับอากาศนี่ขับเรียบร้อยที่สุด รองลงมาคือรถเมล์ร้อนของขสมก. ส่วนมินิบัสนี่ผมตั้งใจไว้ว่าจะไม่ขึ้นนอกจากจำเป็นจริงๆ

โดยส่วนตัวก็ต้องปรับตัวบ้างเหมือนกัน ผมวางแผนการเดินทางมากขึ้น ศึกษาเส้นทาง เตรียมร่มไว้เผื่อฝนตก เตรียมเพลง podcast หรือหนังสือไว้อ่านระหว่างทาง ก็เรียกได้ว่าพอทำไปซักระยะหนึ่งก็เริ่มเคยชินแล้วก็พบว่า การใช้บริการรถเมล์ อาจจะไม่ได้แย่อย่างที่เคยคิดมาก็ได้ ลองดูนะครับ ว่างๆ ไม่รีบมากจะลองมานั่งรถเมล์ด้วยกันก็คงดี

การเข้าร่วมงาน DrupalCampBangkok ที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมงานแบบ BarCamp จากการได้อ่านลักษณะของงานจาก Blognone:รายงาน BarCamp Leeds 2007 ส่วน ที่ผมสนใจคือ ลักษณะของงานที่เป็นแบบเสรี เปิดกว้างสำหรับทุกคน อยากพูดอยากเสนอเรื่องอะไรก็ได้ที่ต้วเองสนใจ และคาดหวังที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วมให้มากที่สุด ซึ่งแตกต่างจากงานสัมนาทั่วไป

ผม เตรียมตัวเข้างานด้วยความตั้งใจคร่าวๆ สอง-สามประการ คือต้องการเรียนรู้ให้มากขึ้นเกี่ยวกับ Drupal และอย่างที่สองคือ อยากลองสัมผัสลักษณะของงาน BarCamp ดูบ้าง ดังนั้นผมเตรียมตัวที่จะไปมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ เตรียมเรื่องที่จะพูดไว้ด้วย เพียงแต่เรื่องที่ผมสนใจ หรือพอจะมีความรู้อยู่บ้างนั้น มันไม่เป็นที่น่าสนใจนักสำหรับคนที่สนใจ Drupal เท่านั้นเอง และสุดท้าย ผมต้องการพบเพื่อนๆ ที่เคยได้คุยกันมาบน twitter ก็อยากได้มีโอกาสพบปะหน้าค่าตากันบ้าง และอาจได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ

สิ่งที่ผมชอบในงานได้แก่ การที่กลุ่มผู้จัด ดูเหมือนจะตั้งใจอย่างเต็มที่ ที่จะกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำกติกามารยาทในขั้นต้น การสนับสนุนให้มีการตั้งหัวข้อพูดคุยกันให้หลากหลาย และรวมไปถึงเปิดห้องใหม่ในช่วงบ่าย ให้คนที่ตั้งหัวข้อได้มีโอกาสได้คุยในเรื่องที่อยากคุย

ในขณะเดียว กัน อาจจะเป็นด้วยว่า เรื่องของ Drupal ยังเป็นอะไรที่ใหม่มากสำหรับเมืองไทย เพิ่งมีกลุ่มผู้สนใจใช้งานอยู่เพียงจำนวนไม่มาก การนำเสนอในลักษณะ Introduction to Drupalเพื่อให้ความรู้ จึงเป็นอะไรที่น่าจะให้ประโยชน์แก่ผู้เข้าฟังได้มาก
แต่ก็อาจทำให้ผู้่ เข้าร่วมบางคน มองข้่ามคุณค่าที่สำคัญของงานในลักษณะ BarCamp ไปเป็นเพียงแค่ งานให้ความรู้หรือสัมนาทั่วๆ ไปเท่านั้นเอง

สำหรับผม โดยส่วนตัวแล้ว ลักษณะที่ไม่มี “ผู้สั่งการ” ที่คอยตัดสินว่าหัวข้อไหนจะได้พูดเมื่อไหร่ ใครจะเข้าฟังห้องไหน หรือต้องคอยควบคุมให้การอภิปรายอยู่ในกรอบ (ดูเหมือนจะมีอย่างเดียว ที่ต้องเคารพร่วมกัน คือช่วงเวลา ถ้าเวลาหมดก็ต้องหยุด) สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเสน่ห์สำหรับงาน BarCamp เลยทีเดียว และสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมของ  OpenSource community ด้วย

เมื่อ การแสดงความคิดเห็นเปิดกว้าง ก็เกิดความเสี่ยงที่การพูดคุยกันจะเบี่ยงเบนไปในประเด็นหรือหัีวข้อที่ไม่ ได้ตั้งใจไว้ในตอนแรก หลายคนอาจจะรู้สึกหงุดหงิด ถ้าคาดหวังว่าเข้ามาเพื่อที่จะ “ฟัง” อย่างเดียว เพราะอาจจะไม่ได้ฟังในเรื่องตามหัวข้อหน้าห้องก็เป็นไปได้ แต่ถ้าลองเปิดใจให้กว้าง ปล่อยสมองให้รับสิ่งอื่นๆ ให้คิดตามการพูดคุยกันไป ผมพบว่า เมื่อเราตั้งใจฟัง เราจะได้ยินเรื่องราวในมุมมองใหม่ๆ ประเด็นน่าสนใจที่เราไม่เคยนึกถึงมาก่อน มันทำให้เกิดความคิดต่อยอดไปได้อีกมากมายเลยทีเดียว

ถ้าเราเอาวิธี การเรียนรู้อย่างในงาน BarCamp มาใช้ในการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัยได้ น่าจะได้ประโยชน์มากขึ้นไปอีก โดยมีครูหรืออาจารย์เป็น facilitator คอยป้อนคำถาม กระตุ้นให้เกิดการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แทนที่จะเป็นการเรียนรู้ทางเดียวจากครูเพียงคนเดียว ผมว่าเด็กๆ น่าจะได้เรียนรู้จากมุมมองหรือประสบการณ์ที่หลากหลายของเพื่อนๆ ร่วมชั้นเรียนมากกว่า ถ้าเด็กสนใจ การหาความรู้พื้นฐานในหัวข้อก็จะไม่กลายเป็นเรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป

คิด ต่อเล่นๆ แล้วมันจะขัดกับวัฒนธรรมไทยไหมละเนี่ย ที่ดูเหมือนจะหมิ่นเหม่ที่สุด ดูจะเป็นเรื่องการให้ความเคารพผู้ใหญ่ แต่ในความคิดของผม การเคารพครูอาจารย์ ไม่ได้หมายความว่า ห้ามถาม ห้ามมีข้อสงสัย ห้ามไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ครูหรืออาจารย์สอน ผมคิดว่า เราสามารถเคารพยกย่องคนอื่นได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องเชื่อฟัีง หรือคิดเหมือนคนอื่นไปเสียหมดทุกอย่างได้

ถ้าเรายังหวังให้เด็ก รุ่นน้อง รุ่นลูก และรุ่นหลานต่อไป ยังต้องเชื่อฟัง คิด และทำตามสิ่งที่เราเคยฟัง เคยคิด และเคยทำมาในอดีต คงยากที่จะหวังให้เกิดนวัตกรรมหรือการพัฒนาอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาได้

ถึงจะเก่าไปนิดหน่อย เพราะเป็นข่าวที่เขียนเมื่อกลางปี 2550 แต่ผมเชื่อว่ายังมีประโยชน์ต่อคนในวงการไอทีไทยมาก อ่านฉบับเต็มๆ ได้ที่ Top 10 Trends ทางรอดธุรกิจไทย มีข้อมูลตัวเลขรายละเอียดที่น่าสนใจหลายอย่าง แต่โดยหลักแล้วก็จะกล่าวถึง SaaS (Software as a Service), Business Intelligence, Web 2.0 และ WiMax ที่น่าสนใจก็คือบทบาทและแผนงานของหน่วยงานอย่าง Software Park, SIPA, หรือ สวทช. ที่จะช่วยผลักดันธุรกิจไอทีไทยให้สามารถแข่งขันได้


© 2007 BzInsight | iKon Wordpress Theme by Windows Vista Administration | Powered by Wordpress