ใกล้สิ้นปี 2008 มาดูกันดีกว่าว่าปีหน้า 2009 แนวทางของ BI จะเป็นยังไง ผมเอาคำทำนายพวกนี้มาจาก What’s in store for Business Intelligence in 2009

  • Cloud computing will cause a shift in the BI balance of power from IT to business users
  • Simplicity will be the driving mantra for both consumers and vendors of BI
  • The continued drive for simplicity will cause a shift towards prebuilt analytic solutions with best practices built in, and away from generic toolsets
  • Data interpretation will become a significant challenge for new BI users

ผมเห็นด้วยที่สุดเห็นจะเป็นข้อสองเรื่องของ simplicity แถมอีกอย่างด้วยคือ agility คือความเร็วและง่ายในการเพิ่มข้อมูล หรือรูปแบบการวิเคราะห์ใหม่ๆ ได้คุยกับ financial analysts เขาบ่นให้ฟังว่า สถานการณ์เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วมาก ราคาน้ำมัน ราคาวัตถุดิบ อัตราแลกเปลี่ยน swing ไปมาเป็นช่วงกว้าง forcast ยากสุดๆ ความต้องการใหม่ๆ ด้านข้อมูลและการวิเคราะห์ผุดมาเรื่อย การทำระบบ BI แบบเดิมๆ ที่ต้องใช้เวลานานๆ ไม่ได้ผลอีกแล้ว ผู้ใช้ต้องการอะไรที่ง่ายๆ และเปลี่ยนได้เร็วๆ แต่ในขณะเดียวก็ยังคง maintain integrity ของข้อมูลไว้ด้วย

ส่วนเรื่อง pre-built analytics ผมยังไม่เห็นชัดมากนัก แต่ไม่คิดว่าจะเ็ป็นกระแสหลักมากนักในระดับ enterprise ถ้ามองในระดับ departmental อาจจะเป็นไปได้ที่มีการเลือกใช้ pre-buit analytics มากกว่า generic tool แต่ผมยังมองไม่ออกว่า เครื่องมือแบบบ pre-built ของ vendor รายใดรายหนึ่งจะเหมาะกับองค์กรใดองค์กรหนึ่งไปเสียทุกส่วน อย่าลืมนะครับว่า งาน enterprise ให้ความสำคัญกับเรื่อง integration มากเป็นพิเศษ ถ้าจะเืลือก pre-built ที่เหมาะกับงานส่วนใดส่วนหนึ่ง ก็อาจจะไม่เหมาะกับส่วนอีื่นก็ได้ สุดท้ายถ้าไม่เจอปัญหา integration ก็ไม่พ้นลงเลยที่ generic tool อยู่ดี

เรื่อง cloud คงไม่คอมเม้น เพราะยังไม่เห็นการใช้งานจริงๆ กับตาตัวเอง ส่วนข้อสุดท้ายเรื่อง data intepretation ผมมองว่ามันเป็น given อยุ่แล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด

Business Intelligence หรือ BI ยังคงเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญด้านการจัดการข้อมูลขององค์กรธุรกิจต่างๆ ต่อเนื่องมาจากปี 2007 และดูเหมือนจะมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น เมื่อปริมาณข้อมูลและสารสนเทศขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว บทความฉบับนี้สรุปแนวโน้มที่สำคัญของ BI 10 ประการ ในปี 2008


1. การควบรวมกิจการด้าน BI ทำให้เทคโนโลยีเติบโตสมบูรณ์มากขึ้น
ในช่วงปี 2007 การควบรวมกิจการระหว่างบริษัทซอฟต์แวร์เฉพาะทางด้าน BI อย่าง Cognos, Hyperion และ Business Objects โดยยักษ์ใหญ่อย่าง IBM, Oracle และ SAP (ตามลำดับ) กลายเป็นประเด็นสำคัญ และคาดว่าจะยังมีการควบรวมกิจการเพิ่มอีกในปีนี้  การควบรวมกิจการส่งผลดีต่อลูกค้า เพราะลดจำนวน vendor ลง และคาดว่าการผสานการทำงานระหว่างซอฟต์แวร์ BI กับผลิตภัณฑ์อื่นๆ จะเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น ถึงแม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่เห็นผลชัดเจนนักก็ตาม ประเด็นสำคัญของการควบรวมกิจการคือ การส่งผลให้เทคโนโลยี BI แปลงสภาพจากเทคโนโลยีที่โดดเดี่ยว มีลักษณะเป็น stand-alone ให้กลายสภาพเป็นแพลตฟอร์มที่รองรับกระบวนการทำงานและเทคโนโลยีที่หลากหลาย เทียบชั้นได้กับระบบงานอย่าง ERP, CRM หรือ SCM

2. โอกาสใหม่ๆ จาก BI ในระดับปฎิบัติการ
Operational BI แปรสภาพจากการเป็นเรื่องฮ็อตที่ใครๆ ก็พูดถึงเมื่อปีที่แล้ว กลายมาเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของปีนี้ เมื่อองค์กรทั้งหลายต่างก็ให้ความสำคัญกับการนำเครื่องมือด้าน BI ลงไปใช้ในทุกระดับชั้นขององค์กร จากแต่เดิมที่ BI เป็นเครื่องมือของกลุ่มผู้บริหารระดับสูงหรือนักวิเคราะห์จำนวนไม่มากนัก เพื่อเพิ่มคุณภาพของการตัดสินใจ แต่ Operational BI นำความสามารถเหล่านั้นมาสู่พนักงานระดับปฏิบัติการ ใกล้ชิดกับกิจกรรมทางธุรกิจในแต่ละวันมากขึ้น ทาง Gartner ประมาณการว่าภายในปี 2009 บริษัทในกลุ่ม Global 2000 จะมีการใช้ระบบคลังข้อมูลมาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานสำคัญมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากแค่ 25 เปอร์เซ็นต์เมื่อปี 2007

3. Analytics กลายเป็นเครื่องมือสำคัญเชิงกลยุทธ์
Analytics หรือความสามารถด้านการวิเคราะห์ เป็นคำเรียกแอพลิเคชันที่นำข้อมูลมาผ่านการวิเคราะห์ เพื่อให้ได้ข้อสรุปหรือนำไปช่วยตัิดสินใจได้ การวิเคราะห์ข้อมูลอาจจะทำในเชิงสถิติ หรือเป็นการใช้แบบจำลองสถานการณ์ในการวิเคราะห์ก็เป็นได้ ในช่วงที่ผ่านมา การใช้ analytics มักจะมีมากในแวดวงด้านการเงิน แต่ปัจจุบันองค์กรหลายแห่งได้นำความสามารถนี้มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการ ปฎิบัติงานตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการตลาด การที่ operational BI ได้รับความนิยมมากขึ้น ก็มีส่วนสำคัญทำให้งานด้าน analytics ทวีความสำคัญขึ้นเช่นกัน หลายบริษัทใช้แอพลิเคชันด้านการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นกาวเชื่อมประสานระหว่างข้อมูลจากระบบ ERP, CRM และ SCM เข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่จะช่วยในการตัดสินใจในหลายด้าน

4. ภาคธุรกิจเริ่มเข้ามาผลักดันคุณภาพข้อมูลอย่างจริงจังมากขึ้น

แนว โน้มด้านการจัดการข้อมูลอ้างอิง (Master data management - MDM) และด้านการควบคุมคุณภาพข้อมูล ทวีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในช่วงสองปีที่ผ่านมา บริษัทต่างๆ ที่เริ่มให้ความสำคัญด้านนี้ ต่างก็ประสบกับสิ่งท้าทายทั้งทางด้านเทคโนโลยีและองค์กร จนถึงตอนนี้ทั้งงานด้านคุณภาพข้อมูลและการจัดการข้อมูลอ้างอิง ต่างก็กลายเป็นเรื่องที่ทางฝั่งธุรกิจเริ่มเข้าใจมากขึ้นแล้วว่า ไม่สามารถปล่อยให้ทาง IT ผลักดันอยู่ฝ่ายเดียวได้ ทั้งสองฝ่้ายต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด จึงจะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคนี้ไปด้วยกันได้ ความพยายามในด้าน MDM ที่เคยเป็นเพียง “ทดลองดู” ก็จะเปลี่ยนสภาพเป็นพันธกรณีที่สำคัญ กระบวนการธรรมาภิบาลข้อมูล และการมีกลยุทธ์ด้านข้อมูลอ้างอิง จะถูกเร่งความเร็วขึ้น กลุ่ม vendor ด้าน MDM solution ก็จะมีการปรับตัว โดยมีการแยกภาคชัดเจนระหว่างข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับสินค้า และข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับลูกค้า

5. BI Governance เคลื่อนตัวสู่ 3 ระดับ
ใน ช่วงหลายปีที่ผ่านมา องค์กรทั้งหลาย ต่างก็เริ่มตระหนักในที่สุดแล้วว่า งานด้านธรรมาภิบาล มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของกลยุทธ์ทางด้าน BI แต่กระนั้นก็ตาม จำนวนองค์กรที่ประสบความสำเร็จในการจัดสร้างหน่วยงาน และขั้นตอนธรรมาภิบาล BI ได้ยังมีจำนวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อย่างไรก็ดี แนวโน้มที่สำคัญในปี 2008 ก็คือองค์กรต่างๆ เริ่มปรับเปลี่ยนวิธีในการจัดทำ BI Governance โดยเน้นผลสัมฤทธิ์ทางปฏิบัติมากขึ้น บริษัททั้งหลายเริ่มตระหนักแล้วว่า งานด้านธรรมาภิบาลส่งผลกระทบที่แตกต่างกันเป็นอย่างมากในสามระดับชั้นภายใน องค์กร ทั้งระดับ enterprise, intra-division และระดับ local ความต้องการของธุรกิจที่แตกต่างกันในแต่ละระดับ อาจผลักดันให้เกิดการจัดทำธรรมาภิบาลในระดับนั้นๆ โดยที่มีผลขัดแย้งกับงานในระดับอื่น ประเด็นสำคัญคือต้องป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งในกระบวนการธรรมาภิบาลที่ ต่างระดับกัน โดยอาจต้องตัดสินใจล่วงหน้าก่อนว่า ระดับใดสำคัญที่สุด สำหรับงานธรรมาภิบาล

6. คุณค่าของ unstructured information เริ่มเป็นที่ตระหนักถึงมากขึ้น
กลุ่ม ผู้บริหารระดับสูงได้เริ่มตระหนักกันแล้วว่า บางส่วนของสารสนเทศที่มีคุณค่ามากที่สุดไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ลูกค้า คู่ค้าผู้ผลิต และสภาพตลาด ไม่ได้ถูกจัดเก็บอยู่ในระบบฐานข้อมูล แต่ถูกฝังกระจัดกระจายอยู่ตามอีเมล์็ instant message powerpoint slides ไฟล์ภาพและเสียง และข้อมูลแบบ unstructure อื่นๆ แรงผลักดันอีกประการหนึ่งคือ ข้อกำหนดทางกฎหมายที่บังคับให้องค์กรต้องเสาะหาหนทางที่ดีขึ้นกว่าเดิมในการ จัดการ และค้นหาเอกสารและข้อมูลในรูปแบบที่ไม่เป็นโครงสร้าง ปัจจัยทั้งสองประการร่วมกันขับเคลื่อนคุณค่าของเทคโนโลยีด้าน BI ให้รุดหน้าไปยังลำดับต่อไป คือการแปลงข้อมูลแบบ unstructured ให้กลายเป็น actionable insight ในลักษณะเดียวกับข้อมูลแบบโครงสร้ัาง ในช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทหลายแห่งได้เริ่มต้นพัฒนากรอบการทำงานด้าน unstructure data มีการรวบรวม จัดหมวดหมู่ ประเมิน และจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้อย่างเป็นระบบ รวมถึงการหาวิธีใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านั้นให้ได้ผลสูงสุด และยังต้องคอยหาวิธีวัดผลตอบแทนการลงทุนไปพร้อมๆ กันด้วย ถึงแม้ว่าการจัดการ unstructured data จะได้รับการพูดถึงเพิ่มมากขึ้นในปีนี้ แต่การลงทุนพัฒนาและติดตั้งระบบยังคงต้องรอไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากความพร้อมทั้งทางด้านเทคโนโลยีและด้านความคุ้มค่าในการลงทุน

7. BI Appliance เข้าเกียร์สอง
ถึง แม้ว่าทิศทางของตลาดผู้ผลิตเทคโนโลยีด้าน BI จะมีแนวโน้มการควบรวมกันมากขึ้น แต่ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องการการแก้ไขเร่งด่วนในองค์กรหลายแห่งคือเรื่อง performance และ manageability ของระบบ BI โดยรวม BI/DW Appliance เป็นระบบ “ขายยกกล่อง” คือมีการจัดทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ไว้เป็นชุด preconfigured ไว้ให้เหมาะกับงานด้าน BI และ data warehouse โดยลูกค้าสามารถซื้อแล้วเอาไปวางใช้งานได้เลย เป็นหนึ่งในวิธีการที่บริษัทหลายแห่ง ใช้ในการแก้ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการทำงานของระบบ ดูได้จากจำนวนการติดตั้ง BI/DW Appliance ที่เพิ่มสูงขึ้นมากในปี 2007  แนวโน้มการใช้งาน BI appliance จะยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องในปี 2008 โดยลูกค้าจะมองหา appliance ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยใช้เทคโนโลยีที่เป็นมาตรฐาน สามารถควบคุมได้โดยใช้ระบบควบคุมการทำงานแบบเดิมที่มีใช้อยู่แล้วในองค์กร และจะต้องสามารถผสานทำงานร่วมกันได้กับโครงสร้างพื้นฐานทาง BI ที่มีอยู่เดิมได้ดีด้วย

8. Managed Spreadsheets ปฎิบัตินิยมแนวใหม่

สเปร ดชีตยังคงเป็นหนามยอกอกของงานด้าน BI จากการที่ผู้ใช้ยังยึดมั่นอยู่กับสเปรดชีตที่เขา (หรือเธอ) คุ้นเคย แทนที่จะย้ายไปใช้เครื่องมือใหม่ๆ ด้าน BI ซึ่งถึงแม้จะดูหรูหราแต่ก็งุ่มง่ามและไม่สะดวกเหมือนตารางที่คุ้นเคย ส่งผลให้เกิดข้อมูลซ้ำซ้อน ขาดการจัดการที่ดีและปัญหาอื่นๆ ตามมามากมาย แต่นับจากนี้ไป ทั้งเครื่องมือด้าน BI กับสเปรดชีตจะทำงานด้วยกันเป็นคู่หูมากกว่าจะเป็นคู่้แข่งเหมือนที่เคยเป็น มา ด้วยการผสานรวมกันที่ดีขึ้นระหว่างระบบ BI backend แต่ใช้สเปรดชีตเป็นส่วนติดต่อกับผู้ใช้ ทำให้เกิด managed spreadsheet ที่ผู้ใช้ยังสามารถใช้เครื่องมือที่คุ้นเคย ในการวิเคราะห์และดูข้อมูลได้เหมือนเดิม แต่การรวบรวมและผนวกข้อมูล จะถูกควบคุมไว้และอัพเดตจาก backend ทำให้ง่ายต่อการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล

9. BI เข้าร่วมขบวน Internet cloud
เ้มื่อ BI ขยายตัวเข้าสู่กลุ่มผู้ใช้ที่กว้างขวางมากขึ้น รูปแบบการใช้งานและการจัดการข้อมูลก็เริ่มได้รับอิทธิพลจากรูปแบบการใช้งาน อินเตอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้นไปด้วย ตัวอย่างแรกๆ ที่เริ่มเห็นแล้วคือ การนำเสนอข้อมูล BI ในลักษณะของ portal แต่แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงจะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น ในอนาคตอันใกล้นี้ กลไกการนำเสนอข้อมูลของ BI application จะเริ่มมีการผสมผสานเทคโนโลยี Web 2.0 มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น blog, Wiki, หรือ Instant message โดยมีการเรียกใช้งานผ่าน internet cloud เป็นตัวกลางที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในประสบการณ์การใช้งาน BI โดยรวม ความสามารถที่เพิ่มเติมเข้ามาใหม่นี้ ได้รับการสนับสนุนจากรูปแบบ Service-oriented architecture (SOA) ซึ่งได้รับการยอมรับมากขึ้นและกลายเป็นส่วนหนึ่งในแผนงานที่สำคัญของบริษัท เป็นจำนวนมาก การนำ SOA เข้ามาใช้ จะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้แนวคิดและเทคโนโลยีอื่นๆ สามารถแสดงศักยภาพได้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น web 2.0, Internet cloud รวมไปถึง operational BI และยังมีส่วนในการกำจัดข้อกังขาของความเป็นไปได้ที่จะใช้ BI as a service อีกด้วย

10. บุคคลากรด้าน BI จำเป็นที่จะต้องเก่งรอบด้าน
เมื่อความสามารถด้าน BI กลายมาเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้โดยพนักงานหลากหลายระดับในองค์กร นับตั้งแต่กลุ่มผู้บริหาร ลงไปจนถึงพนักงานระดับปฎิบัติการ ก็ส่งผลให้เกิดความต้องการบุคคลากรด้าน Business Intelligence เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย เมื่อการใช้งานระบบ BI แพร่หลายไปทั้งในแนวกว้างและแนวลึกขององค์กร บุคคลากรด้าน Business Intelligence ก็จำเป็นต้องมีทักษะเพิ่มมากขึ้น ทั้งทางด้านเทคโนโลยีและทางด้านการจัดการ จะต้องสามารถทำความเข้าใจกับการวิเคราะห์ข้อมูล การประยุกต์ใช้งานสถิติ กระบวนการด้านธุรกิจ และความเข้าใจในลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมที่ทำอยู่ นอกจากนั้นแล้ว ความต้องการบุคคลากรที่มีทักษะทางด้าน BI ที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับแรงกดดันที่จะลดค่าใช้จ่ายด้านบุคคลากรภายใน ทำให้ offshore outsourcing เป็นทางเลือกอันดับต้นๆ ของหลายองค์กร

สรุป
Business Intelligence เริ่มผสานกลายเป็นส่วนสำคัญของการปฎิบัติงานประจำวัน มีการเริ่มลงมือแก้ไขปัญหาหลายอย่างอย่างจริงจัง อาทิเช่นการธรรมาภิบาลและการจัดการข้อมูล และในขณะเดียวกัน แนวโน้มและโอกาสใหม่ๆ ในอนาคตอย่างการจัดการ unstructured data ก็ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด  แนวโน้มเหล่านี้คล้ายเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า Business Intelligence เริ่มเข้าสู่ยุคใหม่ที่องค์กรธุรกิจเริ่มจำเป็นต้องพึ่งพาความสามารถด้าน BI ในทุกๆ ระดับของการปฏิบัติงาน

ที่มา: Top 10 Trends in Business Intelligence for 2008

วันนี้เอา White Paper ฉบับหนึ่งมาย่อและย่อยให้ฟังครับ รายงานฉบับนี้จัดทำโดย Knightsbridge Solutions ซึ่งก็ออกรายงานแนวโน้มด้าน Business Intelligence มาหลายปีแล้ว เพิ่งถูก HP ซื้อไปเมื่อไม่นานนี้เอง ฉบับนี้เป็นของปี 2007 ครับ แต่ผมคิดว่ายังไม่เก่าเกินไปที่จะเอามานั่งคุยกัน ไว้ถ้าเจอของปี 2008 คงได้เอามาคุยกันอีกที

รายงานแนวโน้มฉบับนี้เกิดจากการประมวลปัญหาและทิศทางความสำคัญของงาน BI ของบริษัทในกลุ่ม Global 2000 ที่ทาง Knightsbridge ได้ร่วมงานด้วย แนวโน้มเหล่านี้มีทั้งที่เกิดขึ้นมาใหม่ และที่เป็นแนวโน้มต่อเนื่องมาจากปี 2006 ประกอบไปด้วย

  1. BI Governance: Ensuring the Effectiveness of Programs and Investments
  2. BI Strategy: Stepping Back to Plan the Way Forward
  3. C-Level Involvement: Senior Executives Recognize the Importance of BI
  4. Performance Management: Striving to be More Strategic
  5. Service-Oriented Architecture: Information Management is Critical to Success
  6. Master Data Management: Moving from Hype to Reality
  7. Global Delivery for BI: Helping Enterprise Handle Growth and Cost Pressures
  8. Influence of Large Vendors: Market Consolidation Expected in 2007
  9. Data Visualization: The Next Wave of Innovation in Information Delivery
  10. Challenges of “Shadow BI:” Pervasive Use of BI Can Have a Downside

1. BI Governance: Ensuring the Effectiveness of Programs and Investments

กระบวนการ “ธรรมาภิบาล” (Governance) ต่อเนื่องมาจากเรื่องการทำ Data Governance ตอนนี้ขยายปีกมาครอบคลุมเรื่องการลงทุนในงาน BI ด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่และท้าทายสำหรับหลายๆ องค์กร ที่เดิมเคยทำงาน BI แบบเป็น silo ตามแต่ละ business unit หรือบางทีก็ตามแผนก วัตถุประสงค์คือเพื่อให้การลงทุนในงาน BI เกิดผลสูงสุดและคุ้มค่ามากที่สุด แรงผลักดันให้เกิดโครงสร้างธรรมาภิบาล (governance function) มาจากคำถามมากมายอาทิเช่น ควรจะรวมศูนย์งาน BI หรือไม่ หรือจะสร้างบริการส่วนกลาง (shared services) สำหรับงาน BI ในลักษณะไหน และจะจัดการปัญหาความแตกต่างระหว่างข้อมูลที่ได้จาก BI application ที่ต่างกันได้อย่างไร เป็นต้น

หน่วยงานธรรมาภิบาลสำหรับ BI อาจจะมีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันไปในแต่ละองค์กร แต่สิ่งที่ทั้งหมดต้องการเหมือนกันก็คือ ต้องการการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง ต้องมีการแบ่งหน้าที่ภายในองค์กรอย่างชัดเจน และประกอบด้วยตัวแทนจากทั้งฝ่าย IT และฝ่ายธุรกิจ

2. BI Strategy: Stepping Back to Plan the Way Forward

การพัฒนาแผนกลยุทธ์สำหรับงาน BI ก็เป็นอีกหนึ่งแนวโน้มที่หลายองค์กรให้ความสำคัญ ระดับของแผนกลยุทธ์ที่จัดทำ มีตั้งแต่การทำแผนธุรกิจ (business case) การกำหนดวิสัยทัศน์ของ BI ในระดับ enterprise ไปจนถึงการสร้างแผนแม่บทระยะยาวหลายๆ ปี หรือการประเมินสถานการณ์ปัญหาในการใช้งาน BI ภายในองค์กร องค์กรบางแห่งเพิ่งจะเริ่มงานด้าน BI ในขณะที่หลายแห่งกำลังมัววุ่นอยู่กับการ implement แต่สิ่งที่มีคล้ายๆ กันก็คือ ความต้องการที่จะ “ถอยมาตั้งหลัก วางแผนกลยุทธ์ เพื่อก้าวไปข้างหน้าให้ถูกทาง”
สิ่ง ที่ควรระวังในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ระยะกลางหรือยาว ก็คือ แผนนั้นจะต้องสามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะหน้าได้ด้วย ลักษณะของแผนกลยุทธ์ที่ดี ควรจะต้องมีวิธีแบ่งงานเป็นชิ้นย่อยๆ สร้างให้เห็นความคืบหน้าเป็นระยะๆ (แต่ไม่เฉไฉออกไปจากเป้าหมายระยะกลางระยะไกลที่วางไว้) วิธีนี้จะสร้างความตื่นตัวและมีส่วนร่วมจากผู้ใช้ และยังสามารถผลักดันให้เกิดกระบวนการพัฒนาความรู้และทักษะในการใช้งาน BI solution ภายในองค์กรอย่างค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กันไปด้วย

ใครขี้เกียจรออ่านตอนต่อไปก็ดาวน์โหลดไฟล์แนบภาษาอังกฤษไปอ่านก่อนได้เลยนะครับ

Attachment Size
wp_top10trends-in-bi-2007.pdf 105.65 KB

3. C-Level Involvement: Senior Executives Recognize the Importance of BI
แนว โน้มที่ 3 คือการที่ผู้บริหารระดับสูง เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของ business intelligence มากขึ้น จากการสำรวจผู้บริหารระดับ Chief … Officer จำนวนเกือบ 400 คน ทาง KnightsBridge พบว่า กว่าครึ่งตอบว่า ผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในโครงการ BI คือ CEO ขององค์กร และอีก 40% ตอบว่าเป็น CFO (Chief Financial Officer) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า องค์กรขนาดใหญ่เริ่มตระหนักถึงคุณค่า และให้ความสำคัญกับงาน BI มากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง CFO กลายมาเป็นผู้สนับสนุนของงาน BI เป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเนื้องานทางด้านบัญชีและการเงินที่ถือเป็นกลุ่มผู้บริโภค หลักของข้อมูล และต้องการใช้ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล มากกว่าหน่วยงานอื่น แต่อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะ ความรับผิดชอบของ CFO ที่มีต่องบการเงินและผลการประกอบการของบริษัท ที่จะต้องถูกต้องตรงกับข้อกำหนดทางกฎหมาย ที่เข้มงวดในเรื่องการตรวจสอบ อย่างเช่น Sarbanes-Oxley Act

การอยู่ภายใต้การนำของ CFO ทำให้กระบวนการ “วัดผล” ความคุ้มค่าในการลงทุนของ BI มีความเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่แนวโน้มแรกที่กล่าวถึง BI Governance ไปก่อนหน้านี้

4. Performance Management: Striving to be More Strategic
แนว โน้มที่ 4 คือเหล่าผู้บริหารทั้งหลาย รวมทั้ง CFO ต่างก็พยายามผลักดัน Performance Management ให้ก้าวขึ้นไปอีกขั้น หากดูตามลำดับความสำคัญแล้ว งาน Performance Management หรือการจัดการผลการประกอบการ ถือเป็นหัวข้อที่ได้รับความสำคัญสูงสุดในการนำ business intelligence ไปใช้งาน อย่างไรก็ตาม องค์กรเป็นจำนวนมาก ก็ยังคงได้แค่วนเวียนอยู่กับการสร้าง scorecard และ dashboard ให้กับผู้บริหารเพียงไม่กี่คน

มีความท้าทายอยู่หลายประการ ในการผลักดันให้ performance management แพร่หลาย และถูกใช้ประโยชน์ในองค์กรมากกว่าที่เป็นอยู่ อาทิเช่น การให้นิยามของดัชนีชี้วัดผลประกอบการ (Key Performance Indicator - KPI) ที่สอดคล้องกับเป้าหมมายธุรกิจ การผลักดันให้มีการใช้ดัชนีเหล่านั้นในการวัดผลอย่างกว้างขวาง ในทุกแผนกและทุกระดับขององค์กร และการผสานข้อมูลจากหลายแหล่งเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้ผู้บริหารสามารถทำความเข้าใจถึงผลกระทบจากกิจกรรมต่างๆ ในระดับปฎิบัติการ ว่าจะส่งผลต่อสถานะทางการเงินและเป้าหมายรวมของธุรกิจอย่างไร

ถึงแม้ว่า เทคนิคการสร้างแบบจำลองขั้นสูง และการใช้เทคโนโลยีด้าน data integration จะมีส่วนช่วยเอาชนะปัญหาเหล่านี้ แต่ปัจจัยทางด้านองค์กร และบุคคลากร ก็ยังมีความสำคัญไม่แพ้กัน ที่จะช่วยผลักดันให้ performance management ก้าวหน้าต่อไปได้

5. Service-Oriented Architecture: Information Management is Critical to Success
SOA (Service-Oriented Architecture) ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง องค์กรหลายแห่งมอง SOA เป็นทางออกของปัญหาหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบ ไปจนถึงการเพิ่มคุณค่าให้กับระบบเดิมๆ ที่ใช้อยู่ ในส่วนของ Business Intelligence โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ SOA จะช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลและบริการเป็นไปอย่างมีเอกภาพมากขึ้น ทั้งข้อมูลในระดับปฏิบัติการ และข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้ว นอกจากนั้นแล้ว SOA ยังเปิดโอกาสในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะในแง่ของการรวบรวมข้อมูลตามเวลาจริง และการให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ real-time

อย่างไรก็ดี องค์กรที่กระโดดเข้าไปใช้ SOA โดยที่ยังไม่มีหลักการบริหารสารสนเทศที่แข็งแกร่งพอ ต่างก็พบว่า เป็นการยากที่จะได้รับประโยชน์ที่ต้องการอย่างเต็มที่ ความท้าทายในการนำ SOA มาใช้ทั่วทั้งองค์กร ก็ไม่แตกต่างจากปัญหาที่จะต้องเจอในโครงการ ผนวกระบบ BI หลายๆ ส่วนเข้าด้วยกัน อย่างเช่น ความแตกต่างกันของนิยามข้อมูลในแต่ละระบบ นับเป็นอุปสรรคถ่วงความก้าวหน้าในการนำ SOA มาใช้

องค์กรเหล่านั้น ต่างก็ได้เรียนรู้ว่า การบริหารข้อมูลอ้างอิง (MDM: Master Data Management) และการทำ Data Governance ล้วนแล้วแต่มีความจำเป็นต้องทำ “ก่อน” ที่จะเริ่มงาน SOA เพื่อให้องค์ประกอบย่อยแต่ละส่วน สามารถสื่อสารกันได้ตรงกันเสียก่อน

จริงอยู่ที่ SOA มีศักยภาพที่จะเป็นประโยชน์อย่างสูง แต่ต้องมีพื้นฐานที่แน่นหนาในการจัดการสารสนเทศเสียก่อน

6. Master Data Management: Moving from Hype to Reality
องค์กรขนาดใหญ่หลายแห่ง ต่างก็ยังคงให้ความสนใจในการนำระบบการบริหารข้อมูลอ้างอิง (MDM) มาใช้ เพราะตระหนักได้ดีถึงความสำคัญในอันที่จะเพิ่มคุณภาพของสารสนเทศ และส่งผลตอบแต่สูงสุดในการลงทุนเกี่ยวกับระบบพื้นฐานในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นระบบ ERP (Enterprise Resource Planning), CRM (Customer Relationship Management) หรือ SCM (Supply Chain Management)

อย่างไรก็ตาม ความตื่นเต้นเรื่อง MDM ได้ลดลงบ้างเล็กน้อยในช่วงปี 2006 เมื่อหลายองค์กรที่ลงมือทำ MDM ได้พบปัญหา ทั้งทางด้านเทคนิค และปัญหาภายในด้านองค์กร ตัวอย่างเช่น การตกลงกันเรื่องนิยามข้อมูล หรือเนื้อหาข้อมูลกลุ่มไหน ที่ควรได้รับความสำคัญกว่ากัน เป็นต้น ในด้านเทคโนโลยี การขาดโซลูชั่นที่เพรียบพร้อมทางด้าน MDM ประกอบกับความสับสนที่เกิดจากเหล่าผู้ให้บริการ ที่พยายามตั้งนิยามด้านความสามารถทาง MDM ขึ้นมามากมายและแตกต่างกัน ต่างก็ส่งผลให้องค์กรหลายแห่ง ต้องหันกลับมาประเมินแนวทางการทำ MDM กันเสียใหม่

นี่ไม่ได้หมายความว่า บริษัทต่างๆ กำลังจะเลิกทำ MDM หรอกนะครับ เพียงแต่ว่า เมื่อได้ทบทวนบทเรียนเกี่ยวกับ MDM ที่ผ่านมาแล้ว บริษัทหลายแห่ง ก็มีมุมมองเกี่ยวกับ MDM ที่เปลี่ยนไป โดยมองว่า MDM จะกลายเป็น “ความสามารถ” ที่สำคัญขององค์กร บริษัทเหล่านั้น ต่างก็ได้กลายเป็น กลุ่มผู้บุกเบิกแนวหน้าในการทุ่มเททรัพยากรในการทำให้เกิดระบบการบริหาร ข้อมูลอ้างอิงขึ้นในบริษัท และได้เปลี่ยนวิธีการ แทนที่จะแค่แหย่ๆ เท้าลงในสระน้ำ ก็กลายเป็นการกระโดดพุ่งหลาว และดำดิ่งลงสู่การทำ MDM ทั้งองค์กรอย่างเต็มตัว  ในขณะที่ยังมีบริษัทอีกกลุ่มหนึ่ง ที่เพิ่งจะเริ่มงานด้าน MDM ก็ทำการเลือก “วิธีการใหม่” โดยการเริ่มต้นทีละนิด แบ่งออกเป็นสองแนวทาง แนวทางแรก เริ่มทีละกลุ่มข้อมูลก่อน อาจจะเป็นฐานข้อมูลลูกค้า หรือฐานข้อมูลสินค้า และมีเป้าหมายที่จะขยายกลุ่มข้อมูลอ้างอิงที่จะบริหารให้ครอบคลุมมากขึ้น ในขณะที่แนวทางที่สอง กลับบริหารทุกข้อมูลอ้างอิงพร้อมกัน เพียงแต่จำกัดขอบเขตการจัดการอยู่ที่แค่บางเขตพื้นที่เท่านั้น

7. Global Delivery for BI: Helping Enterprise Handle Growth and Cost Pressures

การพัฒนาระบบงาน BI แบบรวมศูนย์ ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถเติบโตได้ภายใต้แรงกดดันด้านต้นทุน
การ พัฒนาและติดตั้งระบบงานแบบรวมศูนย์ทั่วโลก (Global Delivery) เพื่อรองรับงานด้าน BI ได้เติบโตขึ้นจนสมบูรณ์เต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการของการให้บริการทางการเงินและการสื่อสาร ที่ซึ่งใช้วิธีการรวมศูนย์มากกว่ากิจการอย่างอื่น การตัดสินใจย้ายงานด้านการพัมนาระบบ BI ไปทำนอกองค์กร ถูกผลักดันจากแรงกดดันด้านต้นทุน การขาดแคลนบุคลากรที่เชี่ยวชาญทางด้าน BI ความต้องการสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ และความต้องการที่จะส่งมอบงานให้ทันตามเส้นตายที่กระชั้นชิด

อย่างไรก็ดี หากต้องการให้ได้ผลประโยชน์อย่างเต็มที่ จากการรวมศูนย์งานพัฒนาระบ BI องค์กรจะต้องเข้าใจลักษณะสำคัญบางประการของระบบงาน BI ที่แตกต่างจากงานด้านเทคโนโลยีอื่นๆ ตัวอย่างเช่น ความรู้และประสบการณ์ในกระบวนการทำงานของธุรกิจ (Business Process) ซึ่งเป็นความรู้ที่จำเป็นในการจัดสร้างระบบงาน BI แต่บุคลากรนอกองค์กร อาจมีความรู้ด้านนี้ไม่เพียงพอ ทางออกประการหนึ่งคือการจัดให้มีบุคลากรภายในบางส่วน โดยให้มุ่งไปที่งานที่มีคุณค่าสูง และโครงการที่ต้องใช้ความรู้ในกระบวนการทางธุรกิจมาก ส่วนบุคลากรนอกองค์กร ให้มุ่งไปที่กิจกรรมการพัฒนาและดูแลระบบ  ความท้าทายอีกเรื่องหนึ่งคือ ความละเอียดอ่อนของข้อมูลที่เกี่ยวข้องในโครงการ BI ต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัย และมาตรการปกป้องความเป็นส่วนตัวที่รัดกุม เมื่อมีการนำข้อมูลออกไปจัดการนอกองค์กร

8. Influence of Large Vendors: Market Consolidation Expected in 2007

ในช่วงปี 2006 ได้มีการคาดการณ์กันว่า อาจเกิดการควบรวมกิจการของเหล่าผู้ผลิตที่เน้นทางด้าน BI โดยเฉพาะ (pure-play BI vendors) บริษัทอย่างเช่น Business-Objects, Cognos, Hyperion และ Informatica  ดูเหมือนจะเป็นเป้าหมายของการควบรวมกิจการจากยักษ์ใหญ่ในวงการซอฟต์แวร์ ระดับองค์กรอย่าง IBM, Microsoft, Oracle และSAP ยักษ์ซอฟต์แวร์เหล่านี้ต่างก็พยายามขยายความสามารถเข้ามาสู่งานด้าน business intelligence อย่างรวดเร็ว ทั้งโดยการพยายามพัฒนาภายใน และการควบรวมหรือซื้อกิจการจากภายนอก ทาง Gartner คาดว่า ผู้ผลิตซอฟต์แวร์รายใหญ่ จะสามารถเพิ่มรายได้ทางด้าน BI ได้มากกว่า 20% ในปี 2007 เมื่อเทียบกับอัตราเติบโตเพียงแค่ 6% ของผู้ผลิตซอฟต์แวร์ BI โดยเฉพาะ

ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ BI อย่างน้อยหนึ่งราย ที่คาดว่าจะถูกซื้อกิจการไปในปี 2007  และเมื่อการซื้อกิจการรายแรกเกิดขึ้นแล้ว บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่รายอื่นๆ ก็จะยิ่งเร่งมือในความพยายามที่จะเข้าซื้อบริษัท BI อื่นๆ ตามไปด้วยเช่นกัน  นอกเหนือจากการเข้าซื้อกิจการแล้ว ผู้ผลิตซอฟต์แวร์รายใหญ่ ก็ยังคงปรับปรุงความสามารถด้าน BI และทำการเจาะตลาดมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ตัวอย่างเช่นทาง Microsoft ได้วางแผนที่จะวางตลาดผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ชื่อ Performance Point Server ในปี 2007 โดยใช้ประโยชน์จาก Excel เป็นเครื่องมือนำเสนอ BI

9. Data Visualization: The Next Wave of Innovation in Information Delivery

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันการใช้งาน Data Visualization ขั้นสูงในงาน Business Intelligence จะยังคงอยู่ในวงจำกัด แต่ก็นับว่า data visualization มีศักยภาพที่จะทำให้ความสามารถด้าน BI เป็นที่เข้าถึงได้โดยผู้ใช้เป็นจำนวนมาก โดยการ ”
เปลี่ยนข้อมูลปริมาณ มากๆ ให้กลายเป็นสารสนเทศที่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้ในทันทีที่ได้มองเห็น”  ในอุตสาหกรรมบางประเภท ได้มีการนำการแสดงผลข้อมูลขั้นสูงมาใช้ในการปฎิบัติงานแล้ว อย่างเช่น อุตสาหกรรมพลังงาน ได้มีการผูกโยงข้อมูลด้านสินทรัพย์เข้ากับข้อมูลภูมิศาสตร์ ทำให้สามาารถตรวจสอบการทำงานของสินทรัพย์เหล่านั้นได้ตามแผนที่ภูมิศาสตร์ และยังสามารถเจาะลึกเพื่อดูข้อมูลของสินทรัพย์แต่ละรายการได้อีกด้วย

ในขณะที่องค์กรต่างๆ ยังคงสร้างข้อมูลจากการดำเนินงานเป็นปริมาณมหาศาลทุกๆ วินาที Data Visualization เป็นเทคนิคที่จะช่วยให้สามารถตีความหมายและสร้างความเข้าใจ จากข้อมูลเหล่านั้นได้ การนำ Data Visualization มาใช้ จะเป็นแนวโน้มในระยะยาว แต่เราจะมีโอกาสได้เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ อีกมากในช่วงปี 2007  และอีกหลายปีถัดจากนี้ไปอย่างแน่นอน

10. Challenges of “Shadow BI:” Pervasive Use of BI Can Have a Downside

การใช้งาน Business Intelligence ยังคงแพร่ขยายไปสู่หน่วยงานทุกระดับ ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดี เพราะองค์กรทั้งหลาย ต่างก็อยากให้ความสามารถด้าน BI เข้าถึงได้โดยพนักงานที่จำเป็นต้องใช้ อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ใช้ที่กระตือรือล้นจะใช้ BI และมีความกระหายที่จะใช้ข้อมูล อาจส่งผลเสียได้โดยการสร้างระบบ BI หลังฉาก (Shadow BI) ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ ไม่มีการจัดการดูแลที่ดีพอ ระบบ BI หลังฉาก อาจจะอยู่ในรูปของ spreadmart ซึ่งเป็นการใช้งาน spreadsheet ในการเก็บข้อมูลสำคัญเป็นจำนวนมาก โดยสร้างให้มีลักษณะเฉพาะ ตอบสนองความต้องการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาจจะเป็นการจัดซื้อและติดตั้ง โปรแกรมสำเร็จรูปที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล เพียงแค่เฉพาะในแผนกเท่านั้น  ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด การมีระบบ BI หลังฉากจะส่งผลให้มีต้นทุนของ BI ที่สูงขึ้น มีการทำงานที่ซ้ำซ้อน และยังเป็นอุปสรรคสำคัญในการที่จะบรรลุเป้าหมาย การมีข้อเท็จจริงเพียงชุดเดียว (Single Version of Truth) ในทุกส่วนขององค์กรอีกด้วย

การมีระบบงาน BI หลังฉาก ไม่ได้เป็นปัญหาใหม่เลย แต่มีปัจจัยสำคัญ 2-3 ประการที่อาจจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงได้ ในอีกหลายปีข้างหน้า ประการแรกเลย คือการที่ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ BI ต่างก็เสนอเครื่องมือที่ทำให้การเชื่อมโยงข้อมูลจากสเปรดชีททำได้ง่ายดาย ขึ้นมาก ซึ่งเท่ากับเป็นการส่งเสริมให้มีการใช้ spreadsheet กันอย่างต่อเนื่อง และยังอาจส่งสัญญาณผิดๆ ไปยังกลุ่มผู้ใช้ด้วยว่า ข้อมูลในสเปรดชีทเหล่านั้นมีคุณภาพสูงเชื่อถือได้ ประการที่สอง เกิดจากแนวโน้มที่ 8 ที่กลุ่มผู้ผลิตซอฟต์แวร์รายใหญ่ ต่างก็เร่งเพิ่มความสามารถด้านการวิเคราะห์ข้อมูล เข้ามาเป็นส่วนเสริมในระบบ ERP, CRM, SCM และแอพลิเคชันแบบอื่นๆ ความสามารถด้านการวิเคราะห์ข้อมูลที่ฝังตัวอยู่ในแอพลิเคชันอื่น ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของ ระบบ BI หลังฉากที่สามารถแทรกซึมเข้ามาในองค์กรได้ การให้ความสำคัญกับกระบวนการธรรมาภิบาล BI ตามที่ได้กล่าวไว้ในแนวโน้มแรก จะสามาารถช่วยให้องค์กรทั้งหลาย บรรเทาผลกระทบทางด้านลบของการมีระบบ BI หลังฉาก และในขณะเดียวกัน ก็ยังสามารถเปิดให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลและสารสนเทศที่ต้องการได้

สรุป

ลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่งที่ปรากฎให้เห็นในแนวโน้มด้าน BI ส่วนมากในปี 2007 คือ ความตระหนักมากขึ้นของปัจจัยทางด้านองค์กร ที่มีต่อความสำเร็จของงาน BI แม้กระทั่งในส่วนงานที่โดยทั่วไปแล้ว มักจะถูกวางตำแหน่งให้เป็นงานด้านเทคโนโลยี เช่น SOA หรือ MDM แต่งานเหล่านั้นก็ยังคงมีปัจจัยด้านการจัดการองค์กรเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งหน่วยงานธรรมาภิบาลด้านBI การขอความสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง หรือแม้กระทั่งวิธีการในการบริหารระบบBI หลังฉาก การให้ความสำคัญกับงานด้านองค์กรของระบบ BI จะให้ผลตอบแทนที่ดีอย่างแน่นอน

ถึงจะเก่าไปนิดหน่อย เพราะเป็นข่าวที่เขียนเมื่อกลางปี 2550 แต่ผมเชื่อว่ายังมีประโยชน์ต่อคนในวงการไอทีไทยมาก อ่านฉบับเต็มๆ ได้ที่ Top 10 Trends ทางรอดธุรกิจไทย มีข้อมูลตัวเลขรายละเอียดที่น่าสนใจหลายอย่าง แต่โดยหลักแล้วก็จะกล่าวถึง SaaS (Software as a Service), Business Intelligence, Web 2.0 และ WiMax ที่น่าสนใจก็คือบทบาทและแผนงานของหน่วยงานอย่าง Software Park, SIPA, หรือ สวทช. ที่จะช่วยผลักดันธุรกิจไอทีไทยให้สามารถแข่งขันได้


© 2007 BzInsight | iKon Wordpress Theme by Windows Vista Administration | Powered by Wordpress