ใครที่สนใจข่าวคราวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ BI และใช้ Twitter เหมือนผม คงสนใจรายชื่อ BI Industry twitter user (เป็น Google spreadsheet)

รายชื่อนี้รวบรวมโดย Shown Rogers (@shawnrog) ที่มา

ใครทราบแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับ BI เป็นภาษาไทย ก็รบกวนแปะไว้ใน comment ด้วยนะครับ ถ้าใครสนใจ หรือทำงานด้านเดียวกัน และใช้ twitter ก็บอกด้วย (@p_warawit)  เราอาจมีมี BI twitter list ภาษาไทยบ้างก็ได้

ในปีนี้ ทั้ง Cloud Computing กับ SaaS (software as a service) ต่างก็เป็นศัพท์ใหม่มาแรงที่ใครๆ ก็ใช้กันทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่ในแวดวงอุตสาหกรรม Business Intelligence ถึงกับคาดว่า แนวโน้มสำคัญในปี 2008 ประการหนึ่งคือ การที่ BI จะเข้าร่วมขบวน cloud computing ด้วย

แล้วก็มีคนคุยกันถึงเรื่องนิยามของ cloud กับ SaaS ผ่านทาง twitter โดยเสนอว่า

  • Cloud Computing = infrastructure (processing power + storage) available over the Web
  • SaaS = apps and services built on/in the Cloud

ได้รับเสียงตอบรับพอประมาณ ไปอ่านความคิดเห็นต่อข้อเสนอนี้ได้ที่นี่

ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับนิยามข้างต้นโดยภาพกว้าง แต่ก็มีความเห็นส่วนตัวเพิ่มเติมคือ

  • Could เป็นความพยายามที่จะเพิ่ม scalability ของระบบ โดยซ่อนความยุ่งยากของการจัดการระบบไว้หลังกลุ่มเมฆ
  • Could ไม่จำเป็นต้องเป็น 3rd party เสมอไป คุณสามารถสร้าง could computing ใช้ในองค์กรได้เอง ถ้าบริษัทใหญ่และมีเงินมากพอจะทำ
  • ข้อดีของ cloud สำหรับผู้พัฒนาคือ คุณไม่ต้องวุ่นวายกับการ scale เลย ไม่ต้องมาคิดเรื่อง load balancing หรือ distributed computing/database มีคนจัดการให้คุณแล้ว
  • SaaS น่าจะเป็นโมเดลทางธุรกิจ ที่พยายามเปลี่ยนรูปแบบการสร้างรายได้จากซอฟต์แวร์ จากที่เดิมเป็นการขาย license กับ support/maintenance มาเป็นการขาย “บริการ” น่าจะไม่ต่างจากแนวคิด ASP (Application Service Provider) เมื่อหลายปีก่อน
  • รูปแบบรายได้ของ SaaS ที่คาดว่าน่าจะดึงดูดกลุ่มผู้ใช้ ควรจะเป็น pay per use คือใช้เท่าไหร่ก็จ่ายเท่านั้น ไม่ต้องลงทุนแพงๆ ในช่วงต้น เห็นว่าดีก็ใช้บริการต่อ ไม่พอใจก็หยุดใช้
  • ในอดีต ก่อนที่ cloud computing จะมาดัง ASP หรือผู้ให้บริการ SaaS ต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเอาเอง ซึ่งต้องลงทุนสูง
  • Cloud computing ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มให้บริการ SaaS ได้ง่ายยิ่งขึ้น

ใครเห็นด้วย หรือเห็นแตกต่างกันอย่างไรบ้างครับ?

สดๆ ร้อนๆ เมื่อสักครู่นี้เองครับ ใครใ้ช้ Twitter ผ่านเว็บคงได้เห็นความเปลี่ยนแปลง ที่มีแถบลิงค์ด้านบนหน้าจอไปยังไซต์ที่เรียกว่า Election 2008 powered by Twitter ซึ่งเป็นการกรองเอาเฉพาะ tweet อัพเดตที่มีคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปีนี้ และยังสามารถเลือกตามเฉพาะนักการเมืองคนใดคนหนึ่งได้ด้วย แถมมีการอัพเดตเองตลอดเวลา

โดยส่วนตัวผมเองแล้ว มองว่านี่เป็นความพยายามของ Twitter ที่จะพัฒนาโมเดลธุรกิจขึ้นมา เพราะสิ่งที่ twitter มีอยู่ในขณะนี้คือความคิดเห็นของผู้ัใช้ Twitter ที่มีต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จากมุมมองของกิจการที่มีการผลิตสินค้าหรือบริการ เสียงจากผู้บริโภคมีความสำคัญมาก และต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากในการทำวิจัย การเลือกเหตุการณ์สำคัญที่มีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก แล้วสร้าง channel พิเศษขึ้นมา จะสามารถดึงดูดคนที่สนใจในเรื่องนั้นๆ เข้ามาได้ และอาจจะสามารถขายโฆษณาเฉพาะกลุ่มได้ง่ายมาก

ประเด็นที่ผมสนใจในเรื่องนี้ก็คือ

  • โครงสร้างพื้นฐานของ twitter สามารถรองรับการขยายตัวของผู้ใช้ได้มากเพียงใด
  • การควบคุมการ flood content ถ้าใครซักคนรู้คีย์เวิร์ดที่ใช้ (ซึ่งก็เดาได้ไม่ยากเลย)

แต่ผมยืนยันได้อย่างหนึ่งว่า ในภาคธุรกิจ มีความต้องการทราบความคิดเห็นของผู้บริโภค จาก user-generated content ของกลุ่ม Web 2.0 ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นบน webboard, blog, social network,  หรือแม้แต่ twitter เอง โดยการใช้เครื่องมือวิเคราะห์คำ (Text Analytics) ค้นหา กลั่นกรอง และแยกประเภทเพื่อตอบคำถามสำคัญที่ว่า ผู้บริโภค มีความคิดเห็นอย่างไรต่อสินค้าหรือบริการนั้นๆ

เห็นมั้ยครับ มันกลับมาเกี่ยวกับ Business Intelligence อีกจนได้ :-)

ในที่สุดก็ทนความ “น่าลอง” ของ twitter ไม่ ได้ วันนี้ผมเลยได้ฤกษ์ลงทะเบียนเป็นผู้ใช้คนหนึ่งของ twitter ไปจนได้ ความจริงแล้วได้ยินเรื่องของ twitter มานานมากแล้ว ฟัง podcast ก็มีการพูดถึงกันทุกรายการ (ที่ผมตามฟังอยู่)  อ่าน blognone ก็เขียนถึง ต้องยอมรับว่ามีความรู้สึกผสมกันสองอย่างคือ

  1. ไม่รู้จะใช้ไปทำไม เพราะไม่ได้ใช้ social network ตัวอื่นๆ เลย แม้แต่ MSN ก็ไม่ได้เปิดไว้ แค่ instant messaging ของที่ทำงานอย่างเดียวก็จะแย่อยู่แล้ว คนรอบตัวที่ใกล้ชิดกันจริงๆ ก็ไม่เทคกี้อย่างเรา แค่ email ก็ไม่มีใครใช้แล้ว ใช้โทรศัพท์เป็นหลัก เคยเปิด MSN เอาไว้แล้วมีคนมา add คุยแต่เรื่องไร้สาระจนต้องปิดหนี
  2. กลัวจะติดอยู่เหมือนกัน เพราะเคยติดเว็บบอร์ดอยู่พักนึง นั่งเฝ้าบอร์ดอยู่เกือบทั้งวัน หลังๆ เริ่มซาไปจนนานๆ ถึงได้กลับเข้าไปเว็บบอร์ดเก่าเสียที

ระหว่างที่ท่องเว็บหาข้อมูลอยู่ ก็ได้บังเอิญไปเจอข้อความของคุณ sugree ที่ดูเหมือนจะติดอกติดใจ twitter ขนาดหนัก ผสมกับปรากฎการณ์ที่นักข่าวสาวผู้สัมภาษณ์เจ้าของ facebook โดนกลุ่มผู้ฟัง twit กระหน่ำเลยทำให้มันน่าสนใจขึ้นมาอีก

แนวคิดของ twitter ง่ายมากๆ ครับ ง่ายจนไม่น่าเชื่อ แค่การตอบคำถามว่า “กำลังทำอะไรอยู่ ?”  แต่เท่ากับเป็นการเปิดเผยตัวตนของตัวเองไปบนเน็ต ผมว่ามันทำให้เรา “เชื่อมโยง” กันมากขึ้น ผมเริ่มด้วยการ follow คนบางคนที่เคยอ่านข้อเขียน ข่าว หรือบล็อก ของพวกเขาบนเว็บ ในชั่วเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมง ผมรู้สึกว่าผมรู้จักพวกเขามากขึ้น และพอผม update สถานะของผมบ่อยขึ้น ก็คาดว่า คนที่ตามผมอยู่ก็คงรู้จักผมมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ยังไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าจะไปจบลงที่ไหน หรือว่าจะบานปลายออกไปเพียงใด อยากรู้ก็ลองตามผมดูได้ที่ http://twitter.com/p_warawit

ปล. ผมยกเครดิตการเข้าร่วมเป็นสาวก twitter ครั้งนี้ให้กับคุณ sugree นะครับ ตามมาติดๆ ด้วย flash ที่หน้าแรกของ twitter ถ้าจำไม่ผิดจะชื่อ twitter in plain english ทำได้น่าสนใจมากๆ เลย


© 2007 BzInsight | iKon Wordpress Theme by Windows Vista Administration | Powered by Wordpress